ศธ.หารือร่วมกับคณะกรรมการปฏิรูปประเทศฯ เล็งเพิ่มชั่วโมงกีฬาให้เด็กทุกวัน!

เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2563 ที่ผ่านมา รมว.ศึกษาธิการพร้อมด้วยคณะผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ ได้ร่วมหารือกันกับคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านวัฒนธรรม กีฬา แรงงาน และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เกี่ยวกับเรื่องการพัฒนาการศึกษาของจังหวัดด้วยการสร้างโรงเรียนดีที่มีคุณภาพ

ยังรวมไปถึงเรื่องการพัฒนาด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ ศธ. โดยทางศธ.ได้มีการนำเสนอแผนในการสร้างและพัฒนาโรงเรียนคุณภาพในจังหวัดต่าง ๆ โดยเฉพาะการขับเคลื่อนโรงเรียนมัธยมดีสี่มุมเมืองให้ที่ประชุมรับทราบด้วย นอกจากนี้ยังได้หารือร่วมกันเพื่อร่วมปฏิรูปประเทศด้านวัฒนธรรม กีฬา แรงงาน และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ดังนี้

ศธ.หารือร่วมกับคณะกรรมการปฏิรูปประเทศฯ เล็งเพิ่มชั่วโมงกีฬาให้เด็กทุกวัน!
www.moe.go.th
  1. ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกีฬา ถือเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องการจะผลักดันให้มีขึ้นในทุกชีวิตประจำวันของเด็ก ซึ่งในระยะยาวเรื่องการเพิ่มชั่วโมงกีฬานั้นต้องการให้เด็กได้เล่นกีฬาวันละ 1 ชั่วโมง หรือ 5 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ควบคู่ไปกับการเล่นที่มีประสิทธิภาพ โดยไม่ใช่เป็นการเล่นกีฬาเพื่อมุ่งเน้นการแข่งขันหรือความเป็นเลิศ เพียงแค่ต้องการส่งเสริมเรื่องการออกกำลังกาย ทั้งยังเป็นการเปิดโอกาสให้เด็กได้สัมผัสกับกีฬาทุกชนิด เพื่อให้เด็กสามารถเลือกกีฬาที่ตัวเองถนัดได้ ทั้งนี้ ยังได้มีการหารือร่วมกันกับชุมชนว่าต้องการจะเปิดพื้นที่สำหรับการเล่นกีฬา ตลอดจนการนำสรุข้อมูลพื้นฐานของครูที่สนใจเป็นผู้ฝึกสอนกีฬาประเภทต่าง ๆ เพื่อหวังจะเป็นการลดภาระครู เพื่อให้ครูได้มีเวลาสอนกีฬารวมไปถึงกิจกรรมต่าง ๆ ได้อย่างเต็มที่
  2. ประเด็นด้านวัฒนธรรม มีการพูดถึงการปรับวิธีการเรียนการสอนของเด็กในด้านวัฒนธรรม การเผยแพร่วัฒนธรรมจากจังหวัดหนึ่งไปยังจังหวัดหนึ่งผ่านกระบวนการทัศนศึกษา หรือการรับข้อมูลจากกระทรวงวัฒนธรรม เพื่อไม่ให้การทำงานเกิดการซ้ำซ้อน เนื่องจากการผลิตสื่อของกระทรวงวัฒนธรรมมีความสวยงามอยู่แล้ว สามารถนำมาเผยแพร่ได้โดยไม่ต้องสิ้นเปลืองงบประมาณ
ศธ.หารือร่วมกับคณะกรรมการปฏิรูปประเทศฯ เล็งเพิ่มชั่วโมงกีฬาให้เด็กทุกวัน!
www.moe.go.th
  1. ประเด็นแผนการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ที่ประชุมต้องการให้ศธ.ช่วยผลักดันการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพื่อให้โรงเรียนมีคุณภาพมาตรฐานโดยเร็ว ซึ่งในขณะนี้ก็ได้มีการดำเนินการต่าง ๆ อยู่แล้ว รวมไปถึงการพัฒนาแผนการให้ครูทั้งระบบมีทักษะใหม่ เช่น การพัฒนาครูให้มีความรู้ด้านเทคโนโลยี เป็นต้น
  2. ประเด็นด้านแรงงาน ซึ่งในประเด็นนี้ทาง ศธ.ได้มีการดำเนินการไปก่อนหน้านี้แล้ว โดยต้องการให้เด็กนักเรียนมีคุณภาพมากขึ้น เช่น ในห้องเรียนของนักเรียนระดับประถมศึกษาจะต้องเป็นห้องปฏิบัติการที่เสริมทักษะทางด้านอาชีพและทักษะการใช้ชีวิตเอาไว้ รวมไปถึงต้องเปิดโอกาสให้เด็กได้สัมผัสว่าสายอาชีพหรือสายสามัญหมายถึงอะไร เพื่อให้เด็กสามารถตัดสินใจได้ว่าต้องการไปศึกษาต่อในสายไหน
ศธ.หารือร่วมกับคณะกรรมการปฏิรูปประเทศฯ เล็งเพิ่มชั่วโมงกีฬาให้เด็กทุกวัน!
www.moe.go.th

ส่วนในเรื่องวัฒนธรรมที่มีความเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์นั้น ศธ.อาจจะมีการปรับเปลี่ยนข้อมูลทางประวัติศาสตร์ ซึ่งรมว.ศธ. ได้กล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า การที่เด็กได้สัมผัสและรับรู้ข้อมูลที่จริงเป็นเรื่องสำคัญ มากกว่าการที่เด็กอ่านและท่องจำจากหนังสือ และ ศธ.ยืนยันว่าเด็กจะต้องได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง สามารถวิเคราะห์ข้อมูลและความเหมาะสมในเรื่องต่าง ๆ ได้ด้วยตัวเอง เพราะที่ผ่านมา ศธ.อาจจะให้ข้อมูลที่ไม่ครบถ้วนมากนัก ดังนั้น จึงจะมีการปรับเปลี่ยนแนวทางในการเรียนรู้ใหม่

ทั้งนี้ หากทางศธ.สามารถทำได้ตรงกับแผนปฏิรูปประเทศที่วางเอาไว้ก็อาจจะเป็นผลดีต่อด้านการศึกษา แต่หากการทำงานเกิดความล่าช้าก็อาจจะไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงจากกระแสโลก อย่างไรก็ตามคงต้องติดตามรายละเอียดเรื่องนี้กันต่อไปค่ะ

ขอบคุณข้อมูลจาก : กระทรวงศึกษาธิการ

สอศ.เตรียมปรับหลักสูตร สำหรับศูนย์พักพิงชั่วคราวชายแดนไทย-เมียนมาร์

นายสุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) ได้มีการเปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ร่วมกับ ADRA Thailand และสมาคมความช่วยเหลือเพื่อความร่วมมือและพัฒนา ACTED Thailand ซึ่งเป็นองค์กรไม่หวังผลกำไร NGOs ภายใต้การกำกับของกระทรวงมหาดไทย ได้ร่วมมือกันจัดการฝึกอบรมวิชาชีพให้กับผู้ที่พำนักอยู่ในศูนย์พักพิงชั่วคราวชายแดนไทย-เมียนมาร์ รวมไปถึงประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียงให้มีความรู้ ความสามารถ และได้รับวุฒิการศึกษาตามความเหมาะสม อีกทั้งยังเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิต ในขณะที่อาศัยอยู่ในศูนย์พักพิงชั่วคราวและสามารถนำความรู้ที่ได้ไปประกอบอาชีพตามถิ่นอาศัยเดิม ที่สำคัญโครงการนี้ยังเป็นการสร้างทัศนคติที่ดีในการบริการสังคมให้กับครูและบุคลากรทางการศึกษาอาชีวศึกษาอีกด้วย

สอศ.เตรียมปรับหลักสูตร สำหรับศูนย์พักพิงชั่วคราวชายแดนไทย-เมียนมาร์
www.naewna.com

โดยความร่วมมือนี้ได้มีการดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2554 และตั้งแต่ปี 2556 ซึ่งได้มีสถานศึกษาเข้าร่วมโครงการจำนวน 5 แห่ง ได้แก่ วิทยาลัยการอาชีพนวมินทราชินีแม่ฮ่องสอน ,วิทยาลัยการอาชีพแม่สะเรียง ,วิทยาลัยเทคนิคแม่สอด ,วิทยาลัยสารพัดช่างกาญจนบุรี และวิทยาลัยสารพัดช่างราชบุรี ใน 9 ศูนย์พักพิงชั่วคราว โดยมีวิทยาลัยการอาชีพอินทร์บุรีเป็นผู้ประสานดำเนินงาน อีกทั้ง ในช่วงปี 2562-2563 ความร่วมมือดังกล่าวได้ดำเนินการโครงการฝึกอบรมวิชาชีพเพื่อการเปลี่ยนแปลงที่ได้รับการสนับสนุนจากสหภาพยุโรป สามารถดำเนินการในภาพรวมได้มากกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ ถึง 1,300 คน จากโครงการที่ผ่านมาได้มีผู้สำเร็จการศึกษาตามหลักสูตรการฝึกอบรมครบ 150 ชั่วโมง รวมทั้งสิ้น 1,728 ราย เช่น คอมพิวเตอร์ธุรกิจ ,การออกแบบตัดเย็บเสื้อผ้า ,เสริมสวย-สปา ,ช่างซ่อมเครื่องยนต์เล็ก ,ก่อสร้างพื้นฐาน , งานบริการโรงแรม เป็นต้น

นอกจากนี้ในการจัดการประชุมโครงการดังกล่าว ยังได้มีการดำเนินงานและทบทวนโครงการฯ ที่ผ่านมา เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมและการเปลี่ยนแปลงในปีต่อ ๆ ไป ไม่ว่าจะเป็น ทางด้านของสื่อไอทีต่าง ๆ ความต้องการของผู้พักพิง และมาตรฐานทางด้านฝีมือ ซึ่งโครงการนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้เด็ก เยาวชน และผู้ที่สนใจได้มีธุรกิจขนาดเล็ก ทั้งยังเป็นการส่งเสริมความเท่าเทียมในการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อสนับสนุนการศึกษาที่ดี และเพื่อเป็นการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา

สอศ.เตรียมปรับหลักสูตร สำหรับศูนย์พักพิงชั่วคราวชายแดนไทย-เมียนมาร์
www.naewna.com

นอกจากนี้โครงการฯ ยังเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เข้าเรียนมีงานที่สามารถสร้างเป็นรายได้ได้ เพื่อวันหนึ่งข้างหน้าหากทุกคนมีโอกาสในการกลับสู่ภูมิลำเนาเดิม หรือการได้ไปอยู่ในประเทศต่าง ๆ ที่พัฒนาแล้ว ทักษะเหล่านี้ก็จะช่วยเป็นหนึ่งเครื่องมือสำคัญในการสร้างชีวิตและสร้างอาชีพให้กับพวกเขา

ถือว่าเป็นอีกหนึ่งโครงการที่เกิดขึ้นจากการร่วมมือกันของหลาย ๆ ฝ่าย ที่ต้องการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนเพื่อให้มีรายได้ที่ยั่งยืน ที่สำคัญยังเป็นโครงการที่เป็นตัวช่วยยืนยันความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทยและประเทศเมียนมาอีกด้วย

ข้อมูลจาก : มติชน ออนไลน์

สุดเจ๋ง! นักเรียนอาชีวะคว้ารางวัลแข่งหุ่นยนต์นานาชาติ ปี 2020

‘เด็กไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก’ ประโยคคุ้นหูที่หลายคนเคยได้ยิน ซึ่งหากลองอ่านดี ๆ เห็นทีว่าประโยคนี้คงจะจริงมาก ๆ เลยล่ะค่ะ เพราะเด็กไทยไม่ว่าจะไปทำอะไรหรือแข่งขันรายการไหน หากมีความตั้งใจจริง ๆ ก็สามารถคว้ารางวัลกลับมาได้ทุกรายการ อย่างข่าวที่เรานำมาเสนอวันนี้ เป็นข่าวของกลุ่มนักเรียนอาชีวะที่สามารถคว้ารางวัลแข่งขันหุ่นยนต์นานาชาติ ปี 2020 มาครองได้สำเร็จ

ซึ่งเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม ที่ผ่านมา ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) ได้เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้ส่งตัวแทนนักเรียน นักศึกษา และครู จากทีมขุนด่านปราการชล วิทยาลัยเทคนิคนครนายก และทีมองครักษ์โรบอท วิทยาลัยการอาชีพองครักษ์ เป็นตัวแทนประเทศไทย เพื่อเข้าร่วมการแข่งขันหุ่นยนต์นานาชาติ ABU ROBOCON 2020 ณ เมืองซูวา ประเทศฟิจิ

นักเรียนอาชีวะคว้ารางวัลแข่งหุ่นยนต์นานาชาติ ปี 2020
www.siamrath.co.th

โดยครั้งนี้นักเรียนทั้ง 2 กลุ่ม ได้คว้ารางวัล Best Teams’ Awards อันดับ 4 และ NOK Award มาครองได้สำเร็จ ซึ่งเมื่อการแข่งขันเสร็จสิ้นทั้ง 2 ทีมก็ได้เข้ารับรางวัล ณ ห้องประชุม บมจ. อสมท กรุงเทพมหานคร และการแข่งขันในครั้งนี้เจ้าภาพอย่างประเทศฟิจิ ได้จัดการแข่งขันแบบ Festival ภายใต้ชื่อว่า ABU Robocon Festival ผ่านระบบ Zoom Online

และการแข่งขัน ABU Robocon Festival มีทีมหุ่นยนต์เข้าร่วมการแข่งขันทั้งสิ้น 21 ทีม จาก 11 ประเทศ ได้แก่ ญี่ปุ่น สาธารณรัฐประชาชนจีน ไทย อินโดนีเซีย ฟิจิ อินเดีย เนปาล ฮ่องกง กัมพูชา เวียดนาม และมองโกเลีย โดยแบ่งสายการแข่งขันแบบ Festival จากผู้เข้าร่วมการแข่งขันจำนวน 21 ทีม ออกเป็น 4 กลุ่ม การแข่งขันหุ่นยนต์จะใช้กติกา “โรโบ รักบี้ (Robo Rugbi)” ผ่านระบบ Zoom Online จากนั้นจึงเริ่มการนำเสนอผลงานการออกแบบ และการแข่งขันหุ่นยนต์ของทีมตนเอง

นักเรียนอาชีวะคว้ารางวัลแข่งหุ่นยนต์นานาชาติ ปี 2020
www.siamrath.co.th

เรียงจากกลุ่ม A กลุ่ม B กลุ่ม C และกลุ่ม D ตามลำดับ เริ่มต้นการแข่งขันด้วยการกล่าวทักทาย  แนะนำทีมหุ่นยนต์ จากนั้นนำเสนอระบบการทำงานของหุ่นยนต์ PASS ROBOT และหุ่นยนต์ RECIVE ROBOT พร้อมอธิบายเทคนิคการทำ การวางแผนการแข่งขัน ภายในระยะเวลาที่กำหนด ปิดท้ายด้วยการตอบข้อซักถามของคณะกรรมการกลางจากประเทศญี่ปุ่น สาธารณรัฐประชาชนจีน ฟิจิ และมองโกเลีย

สำหรับการแข่งขันในครั้งนี้รางวัลการแข่งขันฯ จะมีทั้งหมด 14 รางวัล ได้แก่

  • รางวัลชนะเลิศ
  • รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 และ 2
  • รางวัลทีมยอดเยี่ยม (Best Team Award)
  • รางวัลหุ่นยนต์ออกแบบ ความคิดสร้างสรรค์ ยอดเยี่ยม (Best Idea Award) ซึ่งมาจากสมาชิกทีมหุ่นยนต์ทุกประเทศลงคะแนนโหวตให้ทีมต่างประเทศที่สมควรได้รับ
  • รางวัลพิเศษ 7 รางวัล ได้แก่ TOYOTA AWARD / PANASONIC AWARD /MABUSHI AWARD /NOK AWARD /ROHM AWARD / MUSHITA AWARD และ TOKYO ELECTRIC AWARD ซึ่งมาจากผู้สนับสนุนพิเศษ จำนวน 7 บริษัท พิจารณาเพื่อให้รางวัล
นักเรียนอาชีวะคว้ารางวัลแข่งหุ่นยนต์นานาชาติ ปี 2020
www.siamrath.co.th

ทั้งนี้ การแข่งขันหุ่นยนต์ดังกล่าวถือว่าเป็นเวทีสำคัญที่ทำให้นักเรียนและนักศึกษา ได้นำความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และทักษะวิชาชีพมาประยุกต์ใช้ ผ่านการประดิษฐ์ คิดค้น และพัฒนาหุ่นยนต์ให้มีศักยภาพสูงสุด นอกจากนี้แล้วยังได้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ ความเข้าใจ กระตุ้นความสนใจทางด้านนวัตกรรม และเทคโนโลยี เพื่อนำไปสู่การพัฒนาระบบการเรียนการสอนด้านเทคโนโลยีหุ่นยนต์อัตโนมัติของสถาบัน ที่สำคัญยังเป็นการเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้มีเวทีประลองฝีมือ มีความเชื่อมั่นในตัวเอง และสามารถนำทักษะที่ได้ไปพัฒนาสิ่งอื่น ๆ ต่อไป

สุดท้ายนี้ ขอปรบมือให้กับความเก่งและความมุ่งมั่นของกลุ่มนักเรียน นักศึกษา และคณะครูจากทีมขุนด่านปราการชล วิทยาลัยเทคนิคนครนายก และทีมองครักษ์โรบอท วิทยาลัยการอาชีพองครักษ์ ที่สามารถคว้า 2 รางวัลใหญ่นี้มาครอบครองได้สำเร็จ สุดยอดมาก ๆ ค่ะ

ข้อมูล : สยามรัฐ

ศธ.ได้ข้อสรุป! เตรียมยกเลิกคะแนน GPAX และ O-NET เข้ามหาวิทยาลัย ปี 65

นายพีระพงศ์ ตริยเจริญ ผู้จัดการระบบการคัดเลือกกลางบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา (TCAS) ของที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ได้มีการเปิดเผยว่า ที่ผ่านมา ทปอ.ได้รับแจ้งจากปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ให้ทปอ. ปรับปรุงระบบ TCAS ในปีการศึกษา 2565 เนื่องจากนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการ ศธ. ได้มีนโยบาย ยกเลิก การทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน หรือ O-NET ของนักเรียนระดับชั้น ม.6 ในปีการศึกษา 2565

ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ ทปอ.จะต้องยุติการใช้คะแนนสอบ O-NET ที่เคยเป็นส่วนหนึ่งในการคัดเลือกบุคคลเข้าเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย และเมื่อมีการยกเลิกการใช้คะแนน O-NET ทปอ.เล็งเนว่าจำเป็นจะต้องยกเลิกการใช้คะแนนเฉลี่ยสะสมตลอดหลักสูตร หรือ GPAX เนื่องจากคะแนน GPAX นั้น ไม่สามารถนำมาใช้โดยตรงได้ เพราะในปัจจุบันโรงเรียนแต่ละแห่งมีคุณภาพไม่เท่ากัน เพราะ บางโรงเรียนยังคงมีปัญหาการปล่อยเกรดเกิดขึ้น

เตรียมยกเลิกคะแนน GPAX และ O-NET
เตรียมยกเลิกคะแนน GPAX และ O-NET www.news.kapook.com

ซึ่งที่ผ่านมาการการคัดเลือกบุคลลเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย จะต้องใช้คะแนน O-NET เข้ามาถ่วงน้ำหนักของ GPAX แต่เมื่อมีการยกเลิกคะแนน O-NET จึงจำเป็นต้องยุติการใช้ GPAX ด้วย ดังนั้น TCAS ในปีการศึกษา 2564 จึงเป็นปีสุดท้ายที่จะใช้คะแนน O-NET มาเป็นองค์ประกอบในการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัย

สำหรับการคัดเลือกบุคคลเพื่อเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัย ในปีการศึกษา 2565 คณะหรือสาขาวิชาของมหาวิทยาลัยจะต้องเป็นผู้กำหนดหลักเกณฑ์ว่าต้องการใช้สัดส่วนการสอบอื่น ๆ เท่าใด เพื่อแทนการใช้คะแนน O-NET ไม่ว่าจะเป็น คะแนนจากการสอบ 9 วิชาสามัญ ,การทดสอบความถนัดทั่วไป (GAT) และการทดสอบความถนัดทางวิชาการหรือวิชาชีพ (PAT)

และด้วยความที่มหาวิทยาลัยแต่ละแห่งเริ่มมีคณะหรือสาขาเพิ่มขึ้น ที่ผ่านมาจึงเกิดเสียงสะท้อนว่า นักเรียนหลายคนเลือกที่จะสอบไว้แบบเผื่อเลือก ดังนั้น เพื่อไม่ให้ปัญหานี้เกิดขึ้น นักเรียนจะต้องรู้จักตนเองว่าชอบอะไร ไม่ชอบอะไร และต้องการเรียนคณะหรือสาขาไหน จากนั้นจึงเลือกสอบในรายวิชานั้น ๆ แบบไม่จำเป็นต้องสอบครบทุกวิชา เพราะหากนักเรียนไม่รู้จักตัวตน ความต้องการ หรือความถนัดของตัวเอง ก็จะทำให้เหนื่อยกับการสอบมากยิ่งขึ้น เพราะต้องเลือกสอบหลาย ๆ วิชานั่นเอง

เตรียมยกเลิกคะแนน GPAX และ O-NET
เตรียมยกเลิกคะแนน GPAX และ O-NET www.blog.eduzones.com

“นอกจากนี้แล้ว TCAS ในปีการศึกษา 2566 ทปอ.จะทำการปรับการสอบทั้งหมด เพราะปัจจุบันเล็งเห็นว่าข้อสอบมีความยากและออกข้อสอบเกินเนื้อหาที่นักเรียนได้เรียนในโรงเรียน เด็กหลายคนจึงหันไปพึ่งโรงเรียนกวดวิชา ซึ่งสถาบันกวดวิชาก็จะให้เด็กจำแค่รูปแบบการทำข้อสอบ มากกว่าการทำความเข้าใจ ทำให้เด็กเข้ามหาวิทยาลัยได้ด้วยการจำแค่รูปแบบข้อสอบเท่านั้น แต่เมื่อถึงเวลาเรียนจริง ๆ เด็กไม่สามารถนำความรู้ที่เรียนมาประยุกต์ใช้ได้ เพราะถูกปลูกฝังด้วยการเรียนดังกล่าว ดังนั้น จึงจำเป็นต้องยกเลิกวิธีการเรียนการสอนแบบนี้ เพื่อให้สามารถคัดเลือกเด็กเข้าเรียนให้ตรงกับความรู้และความสามารถอย่างแท้จริง” นายพีระพงศ์ กล่าว

และ นายพีระพงศ์ ยังกล่าวต่อด้วยว่า ทั้งนี้ TCAS ในปีการศึกษา 2566 ทปอ.จะทำการปรับเนื้อหาข้อสอบทั้งหมด โดย ทปอ.จะกำหนดกรอบข้อสอบและมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการออกข้อสอบรูปแบบใหม่ จะต้องเน้นการนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน เช่น การวิเคราะห์การแก้ปัญต่าง ๆ แต่จะไม่เน้นวิชาการเชิงลึก จึงอยากฝากถึงโรงเรียนให้ปรับวิธีการสอนให้นักเรียน เพื่อไม่ให้นักเรียนเกิดคำถามในอนาคตว่า เรียนไปเพื่ออะไร และนำความรู้ที่ได้ไปใช้งานอะไรได้บ้าง

ขอบคุณข้อมูลจาก : มติชนออนไลน์

คาดการณ์! สพฐ.เปิดรับสมัครสอบบรรจุครูผู้ช่วยรอบใหม่ ธันวาคมนี้

สืบเนื่องจากช่วงกลางปีที่ผ่านมานั้น ทางสพฐ.ได้เปิดรับสมัครสอบบรรจุครูผู้ช่วย แต่มีจำนวนของผู้ผ่านเข้าเกณฑ์เพียงแค่ร้อยละ 6.86 จึงทำให้ในขณะนี้เกิดปัญหาการขาดแคลนครูเป็นจำนวนมาก สพฐ.จึงต้องเร่งเปิดสอบบรรจุครูผู้ช่วยรอบใหม่ให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือน เพื่อเร่งบรรจุและแต่งตั้ง ทั้งแก้ปัญหาขาดแคลนครูให้กับโรงเรียนทั่วประเทศ

เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2563 ที่ผ่านมา ได้มีการนำเสนอความคืบหน้าเกี่ยวกับการจัดสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วยสังกัด สพฐ.ครั้งใหม่ โดยได้ให้รายละเอียดว่าภายหลังจากการสอบทั่วไปครั้งที่ 1 ประจำปี 2563 ที่เสร็จสิ้นไปเมื่อช่วงเดือนสิงหาคมนั้น มีอัตราว่างทั้งสิ้น 18,987 อัตรา แต่มีผู้สอบผ่านภาค ก และภาค ข เพียง 10,375 คน จากจำนวนผู้มีสิทธิ์สอบทั้งหมด 159,314 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 6.86 จึงทำให้ในขณะนี้มีจำนวนอัตราครูที่ว่างอยู่อีกพอสมควร และส่งผลให้เกิดปัญหาขาดแคลนครูอีกจำนวนมาก

กำหนดสอบครูผู้ช่วยรอบใหม่
กำหนดสอบครูผู้ช่วยรอบใหม่ ภาพจาก : www.thairath.co.th/news/local/1927097

ซึ่งในการสอบครูผู้ช่วยรอบทั่วไป 2563 ครั้งที่ผ่านมานั้นได้ใช้เกณฑ์ในการสอบคร่าว ๆ ดังนี้

ภาค ก 200 คะแนน

การคิดวิเคราะห์เชิงภาษา/เชิงนามธรรม/เชิงปริมาณ 100 คะแนน
  1. ภาษาอังกฤษ 50 คะแนน
  2. ความรู้และลักษณะการเป็นข้าราชการที่ดี 50 คะแนน
*เกณฑ์การผ่านภาค ก รวม ร้อยละ 60

ภาค ข 200 คะแนน

  1. วิชาการศึกษา 75 คะแนน
  2. วิชาเอก 100 คะแนน
  3. กฎหมาย 25 คะแนน
*เกณฑ์การผ่านภาค ข รวม ร้อยละ 60

ภาค ค 100 คะแนน

  1. สัมภาษณ์ 25 คะแนน
  2. แฟ้มสะสมผลงาน 25 คะแนน
  3. สาธิตการสอนนักเรียนจริง 40 นาที 50 คะแนน
*คะแนน ก ข ค รวมทั้งสิ้น 500 คะแนน เกณฑ์การผ่านร้อยละ 60

หมายเหตุ : ต้องสอบผ่านภาค ก และ ข จึงจะมีสิทธิ์สอบในภาค ค

ขอบคุณข้อมูลจาก : สุรวาท ทองบุ

กำหนดสอบครูผู้ช่วยรอบใหม่
กำหนดสอบครูผู้ช่วยรอบใหม่ ภาพจาก : www.chiangmainews.co.th/page/archives/593686/

ดังนั้น ฝ่ายที่เกี่ยวข้องใน สพฐ.จึงอยู่ระหว่างการเร่งเตรียมการจัดสอบแข่งขันบรรจุและแต่งตั้งครูผู้ช่วยครั้งใหม่ โดยช่วงที่ผ่านมาได้มีการประสานขอทราบอัตราว่างงานจากสำนักศึกษาธิการจังหวัด หรือศธจ.ต่าง ๆ ทั่วประเทศ รวมไปถึงพิจารณาความยากง่ายของข้อสอบครั้งที่ผ่านมา ว่าอาจจะมีความยากเกินไปหรือไม่ นอกจากนี้ยังได้มีการพิจารณาว่าควรใช้หลักเกณฑ์และวิธีการเดิมไปก่อน หรือจะใช้หลักเกณฑ์และวิธีการใหม่ตามมติครม. ที่ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐทุกประเภทต้องสอบผ่านภาค ก ตามแนวทางของสำนักงานก.พ.

และในสัปดาห์นี้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องก็จะมีการร่วมประชุมหารือความคืบหน้าเกี่ยวกับการจัดสอบอีกครั้ง และจะมีการประกาศปฏิทินล่วงหน้าการเปิดรับสมัครสอบแข่งขันทั่วไปภายในเดือนธันวาคม 2563 และอาจจะจัดการสอบแข่งขันในช่วงเดือนมกราคมหรือกุมภาพันธ์ 2564

ทั้งนี้คงต้องรอฟังรายละเอียด ปฏิทินการเปิดรับสมัคร รวมไปถึงข้อสอบและเกณฑ์ที่ใช้ในการสอบอีกครั้ง หากมีความคืบหน้าอย่างไรจะนำมาอัปเดตให้ทราบค่ะ

ข้อมูลเพิ่มเติมจาก : ครูอาชีพ ดอทคอม

ข่าวดี! เปิดรับสมัครตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) จำนวน 96 อัตรา

ถือว่าเป็นอีกหนึ่งข่าวดีมาก ๆ สำหรับผู้ที่ต้องการจะประกอบอาชีพรับราชการ เพราะตอนนี้ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง หรือ ตม. กำลังจะเปิดรับสมัครและสอบแข่งขันบุคคลภายนอกผู้ที่มีวุฒิประกาศนียบัตรมัธยมศึกษาตอนปลาย (มัธยมศึกษาปีที่ 6) หรือประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.)หรือเทียบเท่า เพื่อบรรจุและแต่งตั้งเป็นข้าราชการตำรวจชั้นประทวน ในสังกัด สตม. จำนวน 96 อัตรา ซึ่งผู้ที่เข้าสอบจะต้องมีคะแนนความรู้ทางด้านภาษาอังกฤษ กรณีที่ไม่มีทางสมต.จะทำการจัดสอบให้

ซึ่งทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้มีการอนุมัติเปิดสมัครสอบตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ตม. รวมทั้งสิ้น 96 อัตรา โดยมีกำหนดการที่ควรทราบ ดังนี้

  • เปิดรับสมัครผ่านช่องทางอินเตอร์ ในวันที่ 3-25 พฤศจิกายน 2563 ตลอด 24 ชั่วโมง
  • สอบความรู้ด้านภาษาอังกฤษ (สำหรับผู้ที่ไม่มีคะแนนภาษาอังกฤษ) 2-3 ธันวาคม 2563
  • สอบข้อเขียน 27 ธันวาคม 2563 และประกาศผลสอบข้อเขียน 6 มกราคม 2564
ประกาศเปิดรับสมัครตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) จำนวน 96 อัตรา
ประกาศเปิดรับสมัครตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ภาพจาก : www.nine100.com/immigration-96/

รายละเอียด

  • อนุมัติทั้งสิ้น 96 อัตรา
  • เพศหญิง/ชาย อายุไม่ต่ำกว่า 18 ปี และไม่เกิน 35 ปี
  • เพศชาย : ส่วนสูงไม่น้อยกว่า 160 เซนติเมตร รอบอกไม่น้อยกว่า 77 เซนติเมตร และต้องไม่มีภาระทางทหาร
  • เพศหญิง : ส่วนสูงไม่น้อยกว่า 150 เซนติเมตร
  • ไม่จำกัดน้ำหนักทั้ง 2 เพศ แต่ค่า BMI หรือดัชนีมวลกายต้องไม่เกิน 35 เพราะถือว่าเป็นโรคอ้วนซึ่งเป็นโรคต้องห้ามของการเป็นตำรวจ
  • สายตาสั้น/ยาว สามารถสมัครได้
  • สถานะโสด/ไม่โสด สามารถสมัครได้
  • ใช้วุฒิม.6/ปวช./กศน. หรือเทียบเท่า โดยจะต้องจบการศึกษาภายในวันปิดรับสมัคร (สำหรับผู้ที่จบแล้วเท่านั้น กรณีที่กำลังเรียนเทอมสุดท้ายถือว่าไม่ผ่าน)
ประกาศเปิดรับสมัครตำรวจตรวจคนเข้าเมือง
ประกาศเปิดรับสมัครตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ภาพจาก : www.nine100.com/immigration-96/

ตม.จะแบ่งการสอบออกเป็น 3 รอบ ซึ่งเป็นการสอบแบบน็อคเอาท์ หากผ่านก็จะสามารถทำการสอบรอบต่อไปได้

รอบที่ 1 : ยื่นคะแนนภาษาหรือต้องสอบผ่านภาษาอย่างใดอย่างหนึ่ง มีคะแนนยื่นภาษา ดังนี้

  • TOEIC = 495 คะแนน
  • TOEFL IBT = 60 คะแนน
  • CU-TEP = 60 คะแนน
  • IELTS = 60 คะแนน
  • ภาษาจีน HSK ระดับ 3 = 240 คะแนน หรือระดับ 4-6 = 180 คะแนน
  • ภาษาญี่ปุ่นหรือภาษาเกาหลี เกณฑ์คะแนนต้องไม่น้อยกว่าระดับ 3 ที่เป็นที่ยอมรับตามมาตรฐานของสถาบันภาษานั้น ๆ กำหนด
  • มีคะแนนภาษาข้อใดข้อหนึ่งจากที่กล่าวมา
  • ในกรณีที่ยังไม่มีคะแนนการทดสอบทางด้านภาษา สตม.จะจัดการทดสอบความรู้ทางด้านภาษาอังกฤษให้โดยจะต้องผ่านเกณฑ์ 60%

* * สำหรับผู้ที่สอบผ่านภาษาอังกฤษ ตม.ครั้งที่แล้ว (เปิดสอบตม. 1,000 อัตรา) สามารถนำมายื่นได้แบบไม่ต้องสอบซ้ำ **

รอบที่ 2 : รอบวิชาการ

ข้อสอบเป็นแบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 150 ข้อ 150 คะแนน ระยะเวลาในการสอบ 3 ชั่วโมง

  1. ความสามารถทั่วไป (คณิตศาสตร์)
  2. ความรู้ด้านภาษาไทย
  3. พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 กฎกระทรวง และระเบียบที่เกี่ยวข้อง
  4. ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ.2526 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
  5. สังคม วัฒนธรรมและจริยธรรม และความรู้เกี่ยวกับประชาคมอาเซียน
  6. ความรู้ด้านภาษาอังกฤษ
  7. พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 และระเบียบเกี่ยวกับจริยธรรม จรรยาบรรณของตำรวจ
  8. คอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อสำนักงาน

จะต้องผ่านเกณฑ์ทั้ง 2 ส่วน 60% คือ ข้อ1-2 รวมกันไม่น้อยกว่า 60% และ ข้อ 3-8 รวมกันไม่น้อยกว่า 60%

รอบที่ 3 : รอบสัมภาษณ์

สัมภาษณ์เป็นภาษาไทย สอบถามเรื่องทั่วไปเพื่อต้องการดูทัศนคติ และมีการตรวจร่างกายตามปกติ

สามารถดูไฟล์การสอบฉบับเต็มได้ที่ : ไฟล์ประกาศสอบ ตม. 2563

ข้อมูลเพิ่มเติมจาก : สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง

ศธ.เดินหน้าแก้ไขระเบียบทรงผมนักเรียน ยึดสิทธิ์ของเด็กเป็นตัวตั้ง

เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2563 ที่ผ่านมา กระทรวงศึกษาธิการ ได้จัดการประชุมคณะกรรมการพิจารณาเกี่ยวกับข้อร้องเรียนของนักเรียนและนักศึกษาเกี่ยวกับระเบียบของทรงผมนักเรียน และ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศ (TDRI) ในฐานะประธานคณะกรรมการพิจารณาข้อร้องเรียนของนักเรียน นักศึกษา กระทรวงศึกษาธิการก็ได้ออกมาเปิดเผยกรณีคณะกรรมการพิจารณาข้อเรียกร้องของนักเรียน นักศึกษา ให้ศธ.มีมติแก้ไขระเบียบการไว้ทรงผมของนักเรียน ปี 2563 หลังการประชุมว่า คณะกรรมการจะแยกประเด็นที่มีปัญหาออกเป็น 3 ส่วน คือ ปัญหาที่เกิดจากตัวระเบียบ ปัญหาเรื่องการตีความในตัวระเบียบ และการลงโทษนักเรียนกรณีที่ครูหรือโรงเรียนเห็นว่านักเรียนไม่ได้ทำตามระเบียบ โดยมีแนวทางการแก้ปัญหาทั้ง 3 เรื่อง ดังต่อไปนี้

ศธ.เดินหน้าแก้ไขระเบียบทรงผมนักเรียน
ศธ.เดินหน้าแก้ไขระเบียบทรงผมนักเรียน ภาพจาก : www.moe360.blog/2020/10/27/student-hairstyle/
  1. ข้อความระเบียบที่เป็นปัญหา คือ กระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการไว้ทรงผมของนักเรียน พ.ศ.2563 ข้อ 7 ที่เขียนไว้ว่า  “สถานศึกษาโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการสถานศึกษาหรือคณะกรรมการบริหารโรงเรียนวางระเบียบเกี่ยวกับการไว้ทรงผมของนักเรียนที่มีความเฉพาะเจาะจงได้เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับระเบียบนี้”  ซึ่งทางคณะกรรมการชุดนี้ได้มีมติให้ปรับปรุงแก้ไขเป็น “โรงเรียนไปออกกฎเฉพาะได้ แต่ระเบียบดังกล่าวจะใช้ได้ก็ต่อเมื่อผ่านกระบวนการการมีส่วนร่วมของนักเรียนผู้ปกครอง และชุมชนท้องถิ่น” โดยการใช้คำพูดที่เน้นการมีส่วนร่วมมากขึ้น และขณะเดียวกันเมื่อมีการปรับปรุงแก้ไขระเบียบต่าง ๆ แล้ว ก็จะพิจารณาให้เกิดความยืดหยุ่นและคำนึงถึงเรื่องอื่น ๆ ที่สำคัญ เช่น การออกระเบียบใหม่เฉพาะเจาะจงจะต้องยึดเรื่องของสิทธิ์ของเด็กเป็นตัวตั้ง และต้องคำนึงถึงเพศสภาพของนักเรียนเพื่อรองรับความแตกต่างของนักเรียนแต่ละคน
  2. ปัญหาเรื่องการตีความในตัวระเบียบ โดยส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับระเบียบข้อ 4 เช่นเรื่องของความสั้นหรือความยาวได้แค่ไหน ถักผมเปียหรือไว้หน้าม้าได้หรือไม่ ซึ่งกฎเกณฑ์ย่อยเหล่านี้ไม่สามารถที่จะเขียนย่อยลงในระเบียบได้ทั้งหมด ดังนั้นจะต้องใช้วิธีการหารือร่วมกัน ตัวอย่างเช่นโรงเรียนหนึ่งจะใช้วิธีการปรึกษากันระหว่างผู้ปกครอง นักเรียน ชุมชนให้รับฟังปัญหาร่วมกัน และเมื่อร่างกฎออกมาแล้วก็จะต้องมีการคัดค้านกันเพื่อให้มีความคิดเห็นตรงกันและไม่เกิดปัญหาต่อในอนาคต
  3. เรื่องการลงโทษนักเรียน คณะกรรมการมีแนวทางที่จะเสนอ รมว.ศึกษาธิการ สั่งการให้ชัดเจนว่าต้องลงโทษแบบใดเมื่อเห็นว่านักเรียนทำผิดระเบียบ โดยผู้ลงโทษจะต้องทำตามระเบียบที่กำหนดเท่านั้น เช่น การตักเตือน การทำทัณฑ์บน การทำกิจกรรมปรับพฤติกรรมต่าง ๆ ซึ่งจะต้องไม่ลงโทษเด็กด้วยการกล้อนผม หรือคุกคามเด็กให้เกิดความอับอาย ที่จะก่อให้เกิดการเสียศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เด็ดขาด
ศธ.เดินหน้าแก้ไขระเบียบทรงผมนักเรียน
ศธ.เดินหน้าแก้ไขระเบียบทรงผมนักเรียน ภาพจาก : www.kruachieve.com

ซึ่งรองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ยังได้กล่าวเพิ่มเติมอีกว่าการประชุมในครั้งนี้มีตัวแทนนักเรียน ตัวแทนผู้ปกครอง ตัวแทนครู และตัวแทนผู้บริหารเข้าร่วมประชุมเป็นจำนวนมาก ซึ่งนั่นก็ถือว่าเป็นผลดี เพราะจะได้แลกเปลี่ยนความคิดและความต้องการอย่างทั่วถึง ซึ่งจะช่วยให้สามารถแก้ไขปัญหาได้ตรงจุด ตรงประเด็น และรอบคอบมากขึ้นนั่นเอง

ข้อมูลเพิ่มเติมจาก : Promotions.co.th 

คุรุสภาให้การรับรองหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู 2563

ว่าที่ร้อยตรี ดร.ธนุ วงษ์จินดา ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการคุรุสภา กล่าวว่า คณะกรรมการคุรุสภา ในการประชุม ครั้งที่ 6/2563 เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2563 มีมติในการรับรองหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครูจากเดิม 53 แห่ง เพิ่มอีก 1 แห่ง ได้แก่ ประกาศนียบัตรบัณฑิต สาขาวิชาชีพครูหลักสูตรปรับปรุง พ.ศ. 2562 ของ มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต สำหรับจัดการเรียนการสอน ประจำปีการศึกษา 2563 โดยมีแผนการรับนักศึกษาทั้งหมด 120 คน จึงรวมสถาบันการศึกษาที่ได้การรับรองหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครูทั้งสิ้น 54 แห่ง

โดยสถาบันการศึกษาทั้ง 54 แห่ง จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขการเปิดหลักสูตร ดังนี้

  1. การรับนักศึกษา ต้องไม่เกินจำนวนที่ได้รับอนุญาต
  2. คุณสมบัติของผู้เข้าศึกษาให้เป็นไปตามเงื่อนไขที่แต่ละสถาบันกำหนด
  3. ผู้เข้ารับการศึกษาในหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครูต้องเข้าสู่กระบวนการดำเนินการทดสอบเพื่อขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู
คุรุสภาให้การรับรองหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู 2563
ภาพจาก : www.thairath.co.th/news/society/1753611

สถาบันที่ได้รับการรับรองประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู ประจำปี 2563 จำนวน 54 แห่ง มีรายชื่อดังนี้

  1. มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ จำนวน 90 คน
  2. มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย จำนวน 180 คน
  3. มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร จำนวน 180 คน
  4. มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม จำนวน 180 คน
  5. มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย จำนวน 180 คน
  6. มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ จำนวน 180 คน
  7. มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี จำนวน 180 คน
  8. มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม จำนวน 180 คน
  9. มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช จำนวน 180 คน
  10. มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์ จำนวน 180 คน
  11. มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา จำนวน 150 คน
  12. มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม จำนวน 120 คน
  13. มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี จำนวน 120 คน
  14. มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ จำนวน 180 คน
  15. มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ จำนวน 180 คน
  16. มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร จำนวน 180 คน
  17. มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี จำนวน 120 คน
  18. มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง จำนวน 180 คน
  19. มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี จำนวน 180 คน
  20. มหาวิทยาลัยการจัดการและเทคโนโลยีอีสเทิร์น จำนวน 120 คน
  21. มหาวิทยาลัยเซนต์จอห์น จำนวน 180 คน
  22. มหาวิทยาลัยตาปี จำนวน  60 คน
  23. มหาวิทยาลัยธนบุรี จำนวน 120 คน
  24. มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ จำนวน 150 คน
  25. มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ จำนวน 120 คน
  26. มหาวิทยาลัยปทุมธานี จำนวน 60 คน
  27. มหาวิทยาลัยพิษณุโลก จำนวน 60 คน
  28. มหาวิทยาลัยฟาฏอนี จำนวน 150 คน
  29. มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 180 คน
  30. มหาวิทยาลัยราชพฤกษ์ จำนวน 120 คน
  31. มหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล จำนวน 150 คน
  32. มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ จำนวน 180 คน
  33. วิทยาลัยเทคโนโลยีภาคใต้ จำนวน 120 คน
  34. วิทยาลัยเชียงราย จำนวน 180 คน
  35. วิทยาลัยนครราชสีมา จำนวน 120 คน
  36. วิทยาลัยนานาชาติเซนต์เทเรซา (หลักสูตรภาษาไทย จำนวน 120 คน และภาษาอังกฤษ จำนวน 60 คน)
  37. วิทยาลัยสันตพล จำนวน 180 คน
  38. สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ จำนวน 60 คน
  39. สถาบันอาศรมศิลป์ จำนวน 90 คน
  40. มหาวิทยาลัยนครพนม จำนวน 180 คน
  41. มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง จำนวน 180 คน
  42. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี จำนวน 180 คน
  43. มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ จำนวน 180 คน
  44. มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย จำนวน 150 คน
  45. มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา จำนวน 90 คน
  46. มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา จำนวน 180 คน
  47. มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ จำนวน 180 คน
  48. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ  ศูนย์สุพรรณบุรี จำนวน 90 คน
  49. มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด จำนวน 180 คน
  50. มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร จำนวน 180 คน
  51. มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา จำนวน 180 คน
  52. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร จำนวน 180 คน
  53. มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี จำนวน 180 คน
  54. มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี จำนวน 120 คน

ขอบคุณข้อมูลจาก : คุรุสภา

ทั้งหมดนี้ก็เป็นรายชื่อสถาบันการศึกษาทั้ง 54 แห่ง ที่คุรุสภาให้การรับรองหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู สำหรับชื่อหลักสูตรและสถานที่จัดการเรียนการสอน

ข้อมูลเพิ่มเติมจาก : คุรุสภา

จเด็จ กำจรเดช คว้ารางวัลซีไรต์ 2563 ในผลงาน คืนปีเสือและเรื่องเล่าของสัตว์อื่น ๆ

‘รางวัลซีไรต์’ (S.E.A. Write Award) ถือเป็นอีกหนึ่งรางวัลทรงเกียรติที่นักเขียนหลาย ๆ คนใฝ่ฝัน ซึ่งคำว่าซีไรต์เป็นคำเรียกสั้น ๆ ย่อมาจากคำว่า South East Asian Writers Award หรือรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน จะเป็นรางวัลวรรณกรรมที่มอบให้แก่นักเขียนหรือกวีที่มีผลงานในกลุ่มประเทศอาเซียน 10 ประเทศ

และในปี พ.ศ.2563 นี้ ก็ได้มีผลประกาศรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียนออกมาอย่างเป็นทางการแล้วว่าวรรณกรรมที่ชนะการประกวดรวมเรื่องสั้นในครั้งนี้เป็นของ ‘จเด็จ กำจรเดช’ กับผลงาน คืนปีเสือและเรื่องเล่าของสัตว์อื่น ๆ

จเด็จ กำจรเดช
จเด็จ กำจรเดช ภาพจาก : www.sarakadeelite.com/lite/that-night-of-the-year-of-tiger/

ซึ่งในปีนี้มีรวมเรื่องสั้นที่ส่งประกวดทั้งสิ้น 40 เล่ม การคัดเลือกจะถูกแบ่งออกเป็น 2 รอบ รวมเรื่องสั้นที่ผ่านรอบแรก จำนวน 13 เล่ม และเข้าสู่รอบ Shortist จำนวน 8 เล่ม ได้แก่

  • 24 ชั่วโมง โดยแพรพลอย วนัช สำนักพิมพ์นาคร
  • คืนปีเสือและเรื่องเล่าของสัตว์อื่นๆ โดย จเด็จ กำจรเดช สำนักพิมพ์ผจญภัย
  • ในโลกเล่า โดย วัฒน์ ยวงแก้ว สำนักพิมพ์ต้นโมกข์
  • แพรกหนามแดง โดย แดนอรัญ แสงทอง สำนักพิมพ์สามัญชน
  • รยางค์และเงื้อมเงา โดย วิภาส ศรีทอง สำนักพิมพ์สมมติ
  • ไร้สัญชาติและตัวละครอื่น ๆ โดย บัญชา อ่อนดี สำนักพิมพ์บ้านแม่น้ำ
  • ลิงหินและเรื่องสั้นอื่น ๆ โดย ภาณุ ตรัยเวช สำนักพิมพ์มติชน
  • อาถรรพ์ภาพวาดเสือดำ และเรื่องราวอื่น ๆ โดย กำพล นิรวรรณ สำนักพิมพ์ผจญภัย

และท้ายที่สุดคณะกรรมการดำเนินงานรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (ซีไรต์) และคณะกรรมการตัดสินก็ได้ประกาศให้ผลงานของจเด็จ กำจรเดช เป็นผู้ชนะในครั้งนี้ ซึ่งถือว่าจเด็จ กำจรเดช ก็ได้กลายเป็นดับเบิลซีไรต์คนที่ 5 ของเมืองไทย โดยก่อนหน้านี้เขาเป็นที่รู้จักกันในผลงาน ‘แดดเช้าร้อนเกินกว่าจะนั่งจิบกาแฟ’ ที่ได้รับรางวัลซีไรต์ ไปเมื่อปี พ.ศ. 2554 และอีกหนึ่งผลงานอย่าง ‘มะละกาไม่มีทะเล’ ก็ยังเข้ารอบซีไรต์ในปี พ.ศ. 2557 อีกด้วย

คืนปีเสือและเรื่องเล่าของสัตว์อื่น ๆ
คืนปีเสือและเรื่องเล่าของสัตว์อื่น ๆ ภาพจาก : www.today.line.me/th/v2/article/BJz9Yj

ซึ่งผลงานวรรณกรรมเรื่องคืนปีเสือและเรื่องเล่าของสัตว์อื่น ๆ นั้น ถือว่าเป็นอีกผลงานที่พลิกแพลงขนบการเขียนเรื่องสั้นแบบเดิม ๆ ของไทย ทั้งในเรื่องการดำเนินเรื่อง การผูกโครงเรื่อง จำนวนตัวละคร รวมไปถึงขนาดความยาวยังออกไปในแนวเรื่องสั้นขนาดยาว นอกจากนี้แล้วยังได้มีการสร้างสัญญะโดยการใช้สัตว์ต่าง ๆ มาสื่อความหมาย บวกกับการเล่าเรื่องแบบนิยายที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของนิทานพื้นบ้าน ตำนาน และไม่ใช้การใส่บทสนทนาแบบเรื่องสั้นอื่น ๆ แต่จะเป็นเขียนเรื่องสั้นที่ทำให้ผู้อ่านเกิดความรู้สึกเหมือนกำลังฟังตำนานหรือเรื่องเล่าเรื่องใดเรื่องหนึ่งอยู่

และแม้ว่าการดำเนินเรื่องจะออกไปในแนวของตำนาน แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้วรรณกรรมเล่มนี้ดูเก่าเลยสักนิด เพราะผู้เขียนก็ได้นำบริบทของโลกยุคดิจิทัลมาใส่ลงในเนื้อเรื่อง ที่เล่าเกี่ยวกับมุมมองใหม่ ๆ ในการใช้ชีวิต ทั้งยังได้มีการเชื่อมโยงระหว่างเรื่องราวประวัติศาสตร์และปัจจุบันได้อย่างลงตัว เล่าเรื่องโลกภายในขนานไปกับโลกภายนอกเพื่อสื่อน้ำเสียงเสียดเย้ย ย้อนแยง และวิพากษ์สังคม

ด้วยเหตุผลทั้งหมดทั้งปวงนี้จึงทำให้วรรณกรรมเรื่อง คืนปีเสือและเรื่องเล่าของสัตว์อื่น ๆ ผลงานการสร้างสรรค์จาก จเด็จ กำจรเดช ได้กลายเป็นผู้รับรางวัลซีไรต์ประจำปี 2563 นี้

ข้อมูลเพิ่มเติมจาก : ประชาชาติธุรกิจ 

สพฐ.ปิ๊งไอเดีย! สร้างโรงเรียนต้นแบบประจำตำบล ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา

สร้างโรงเรียนต้นแบบประจำตำบล ไอเดียจาก สพฐ.

การศึกษาถือว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะความประสบผลสำเร็จหลาย ๆ อย่างจะเกิดขึ้นได้ก็ต้องผ่านกระบวนการเรียนรู้และการศึกษามาเป็นอย่างดี แต่ในปัจจุบันนี้หลาย ๆ ครอบครัวเกิดความคิดที่ว่าต้องการส่งบุตรหลานให้ได้รับการศึกษาในเขตอำเภอเมืองเท่านั้น นั่นก็เพราะว่าโรงเรียนในเมืองหลาย ๆ แห่ง เป็นโรงเรียนที่มีระบบการศึกษาที่ดี มีอุปกรณ์สำหรับการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์และทันสมัย

ทำให้ตอนนี้โรงเรียนประจำตำบลหลาย ๆ โรงเรียน เริ่มมีจำนวนของนักเรียนลดน้อยลงและนักเรียนเริ่มไปกระจุกกันอยู่ที่โรงเรียนในเมืองมากขึ้น เพราะจากเหตุผลที่กล่าวไปข้างต้นก็จะเห็นได้ชัดเลยว่านักเรียนในเมืองจะมีโอกาสมากกว่านักเรียนนอกเมือง ทางสพฐ.จึงจำเป็นต้องเข้ามาจัดเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ โดยการผุดไอเดีย ‘สร้างโรงเรียนต้นแบบประจำตำบล

โรงเรียนต้นแบบประจำตำบลยกโรงเรียนเตรียมฯ มาไว้ที่ตำบล
โรงเรียนต้นแบบประจำตำบลยกโรงเรียนเตรียมฯ มาไว้ที่ตำบล

โดยโรงเรียนต้นแบบประจำตำบลนั้นจะเปรียบเสมือนกับการมีโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษามาไว้ที่ตำบล ซึ่งเหตุผลของการผุดแนวคิดนี้ขึ้น นั่นก็เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาคุณภาพการศึกษา ลดปัญหาการกระจุกอยู่ที่โรงเรียนในเมือง และเพื่อเป็นการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษานั่นเอง

ซึ่งในขณะนี้นั้นถึงแม้ว่าจะมีโครงการยกระดับโรงเรียนคุณภาพประจำตำบลอยู่ แต่นั่นก็เป็นเพียงแค่การทำงานในภาพกว้างไม่ได้เกิดผลของการขับเคลื่อนที่ชัดเจนนัก ดังนั้นจึงได้มีการเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ โดยจะทำการคัดเลือกโรงเรียนประจำตำบลที่โดดเด่นเพื่อให้มาเป็นโรงเรียนต้นแบบก่อน

สพฐ.ปิ๊งไอเดีย! สร้างโรงเรียนต้นแบบประจำตำบล
สพฐ.ปิ๊งไอเดีย! สร้างโรงเรียนต้นแบบประจำตำบล

โดยในวันที่ 29 ตุลาคม 2563 นี้ เลขาฯ สพฐ.จะมีการนัดประชุมผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ทั่วประเทศ เพื่อชี้แจงและทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ให้ทราบและนำไปปฏิบัติอย่างถูกต้อง จากนั้นจะทำการคัดเลือกโรงเรียนประจำตำบลเขตละ 1 แห่ง ให้มาเป็นโรงเรียนต้นแบบเพื่อพัฒนาให้มีคุณภาพโดยการเติมงบประมาณ บุคลากร อาคารสถานที่ หากสำเร็จก็จะมีการขยายผลต่อไป

ทั้งนี้โรงเรียนต้นแบบที่จะดำเนินต่อไปนั้น ก็จะทำให้กลายเป็นโรงเรียนประจำตำบลยอดนิยมเปรียบเสมือนกับการมีโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาอยู่ในตำบลนั่นเอง และหากถามถึงโรงเรียนคุณภาพประจำตำบล จำนวน 8,000 แห่ง ที่ได้มีการดำเนินการอยู่ในโครงการยกระดับโรงเรียนคุณภาพประจำตำบลก็ยังคงมีการดำเนินต่อไป แต่ทั้งนี้ก็คงจะไม่หว่านทำทั้งหมด เพราะด้วยงบประมาณที่มีอยู่นั้นไม่เพียงพอต่อการดำเนินการ ซึ่งจะทำให้ไม่เกิดคุณภาพ เพราะการเป็นโรงเรียนคุณภาพประจำตำบลนั้นจะต้องจับต้องได้

และสำหรับข้อสรุปในการจัดทำโรงเรียนต้นแบบประจำตำบลจะเป็นอย่างไรนั้น คงจะต้องประชุมหารือกันในวันที่ 29 ตุลาคม 2563 หากได้ข้อสรุปเกี่ยวกับรายละเอียดเรื่องนี้เมื่อไหร่ ทางเราจะมีการอัปเดตทุกท่านอย่างแน่นอน

ข้อมูลเพิ่มเติมจาก : ไทยโพสต์