ใช้ระบบ AR นำชมอุทยานประวัติศาสตร์มรดกโลก ไอเดียสุดไฮเทคจากกรมศิลป์

เมื่อวันเสาร์ ที่ 19 ธันวาคม 2563 ที่ผ่านมา อธิบดีกรมศิลปากร นายประทีป เพ็งตะโก ได้มีการเปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ ทางกรมศิลป์ได้มีการเปิดตัวผลงานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศมรดกศิลปวัฒนธรรม AR Smart Heritage กรมศิลปากร ที่วัดราชบูรณะ อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา

ซึ่งกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ได้มีการพัฒนาการนำเอาเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ เพื่อเป็นการบริการข้อมูลความรู้ด้านมรดกและศิลปวัฒนธรรมสู่ประชาชนที่สนใจ ตามแผนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ โดยในปัจจุบันก็ได้นำเอาเทคโนโลยีสุดล้ำอย่าง AR (Augmented Reality) และ VR (Virtual Reality) มาใช้ในการนำเสนอข้อมูลมรดกวัฒนธรรม เพื่อสร้างความน่าสนใจและดึงดูดนักท่องเที่ยว

ใช้ระบบ AR นำชมอุทยานประวัติศาสตร์มรดกโลก
ใช้ระบบ AR นำชมอุทยานประวัติศาสตร์มรดกโลก : www.dailynews.co.th

สำหรับ “AR Smart Heritage กรมศิลปากร” นี้ ถือเป็นการเปิดประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้ที่เที่ยวชมโบราณสถาน ให้ทุกคนสามารถเห็นรูปแบบสันนิษฐานที่ปรากฏซ้อนทับลงบนโบราณสถานจริง ผ่านเทคโนโลยี AR สุดก้าวหน้า ซึ่งเทคโนโลยีนี้ได้ผ่านกระบวนการศึกษาค้นคว้า โดยศาสตราจารย์เกียรติคุณ สันติ เล็กสุขุม เพื่อให้ผู้เข้าชมได้จินตนาการถึงความรุ่งเรือง ยิ่งใหญ่ และสง่างามของเมืองมรดกโลกที่มีโบราณสถานภายในอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา จำนวน 11 แห่ง รวมไปถึงวัดราชบูรณะ และอุทยานประวัติศาสตร์ที่ได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลก ซึ่งได้แก่

อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย จำนวน 10 แห่ง

อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย จำนวน 9 แห่ง

อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร จำนวน 6 แห่ง

นอกจากนี้ นายประทีป เพ็งตะโก อธิบดีกรมศิลปากร ยังได้กล่าวต่อไปว่า ขณะนี้กรมศิลปากรยังได้มีการพัฒนาระบบนำชมในส่วนของโบราณสถานที่เข้าถึงยากและไม่ได้เปิดให้เข้าชม เนื่องจากต้องการอนุรักษ์ให้คงอยู่ในสภาพเดิม ซึ่งโบราณสถานที่ว่านี้ถือว่าเป็น Unseen Heritage ด้วยระบบ Virtual Reality ผ่านกล้อง VR โดยโบราณสถานที่เปิดให้เข้าชมผ่านระบบดังกล่าวก็จะเปิดให้เข้าชมทั้งสิ้น 2 แห่งด้วยกัน ได้แก่ กรุพระปรางค์วัดราชบูรณะ อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา และอุโมงค์วัดศรีชุม อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ซึ่งการเปิดให้ชมผ่านกล้อง VR ก็จะทำให้นักท่องเที่ยวและผู้ที่สนใจสามารถรับรู้บรรยากาศทั้งภายนอกและภายในเสมือนได้เข้าชมจริง

ใช้ระบบ AR นำชมอุทยานประวัติศาสตร์มรดกโลก
ใช้ระบบ AR นำชมอุทยานประวัติศาสตร์มรดกโลก : www.today.line.me

ซึ่งถือว่าเทคโนโลยีนี้เป็นก้าวสำคัญของกรมศิลปากร ในการเปิดให้บริการชมโบราณสถานรูปแบบใหม่ ผ่านเทคโนโลยีที่เข้าถึงง่าย ทั้งยังเป็นการส่งเสริม เพิ่มมูลค่า และเพิ่มคุณค่าที่ดีให้กับแหล่งโบราณสถาน ทั้งยังหวังเป็นอย่างยิ่งว่าแนวคิดนี้จะช่วยกระตุ้นให้ทุกคนเกิดความสนใจที่จะเรียนรู้ประวัติศาสตร์ที่ถูกต้องมากขึ้น

ถือเป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีดี ๆ ที่ทางกรมศิลป์ได้มีการพัฒนาออกมา เพราะนอกจากประชาชนและนักท่องเที่ยวจะได้เรียนรู้ และซึมซับบรรยากาศเสมือนจริงผ่านเทคโนโลยีกล้อง VR แล้ว ยังเป็นการช่วยอนุรักษ์โบราณสถาน และแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญเอาไว้ให้อยู่ในสภาพเดิมอีกด้วยค่ะ

ข้อมูลจาก : เดลินิวส์

สิรินธรเน ชื่อพระราชทานปะการังสายพันธุ์ใหม่ของโลก ค้นโพบโดยจุฬาฯ

วันนี้เราจะนำเสนออีกหนึ่งความสามารถของคนไทย ที่สามารถค้นพบปะการังสายพันธุ์ใหม่ของโลกได้สำเร็จกันค่ะ โดยรศ.ดร.วรณพ วิยกาญจน์ หัวหน้าภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล ของคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้มีการเปิดเผยว่า จากการที่ภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยกลุ่มการวิจัยชีววิทยาแนวปะการัง ได้ร่วมกันกับหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ กองทัพเรือ ภายใต้โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

โดยในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมานั้น ทางคณะฯ ได้ศึกษาวิจัยเกี่ยวกับความหลากหลายของปะการัง ความอุดมสมบูรณ์ของแนวปะการัง รวมไปถึงการฟื้นฟูทรัพยากรปะการัง ทั้งบริเวณฝั่งอ่าวไทยและทะเลอันดามัน

จุฬาฯ ค้นพบปะการังสายพันธุ์ใหม่ของโลก
จุฬาฯ ค้นพบปะการังสายพันธุ์ใหม่ของโลก www.bangkokbiznews.com

จนกระทั่งล่าสุด ได้มีการค้นพบปะการังอ่อนชนิดใหม่ของโลก 2 ชนิด โดยปะการังชนิดนี้อยู่ภายใต้สกุล “Chironephthya” จึงได้มีการนำเสนอเรื่องเพื่อกราบบังคลทูลสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อทรงทราบ และขอทรงมีพระราชวินิจฉัยพระราชทานชื่อวิทยาศาสตร์

โดยหนึ่งในปะการังอ่อนชนิดใหม่นี้ที่ทางจุฬาฯ ได้ค้นพบนี้ ได้รับพระราชทานพระราชานุญาตให้ใช้ชื่อชนิดว่า “sirindhornae” (สิรินธรเน) ซึ่งเป็นชื่อตามพระนามขององค์ประธานโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ แสำหรับปะการังอ่อนอีกชนิดหนึ่งได้ชื่อว่า “cornigera” (คอร์นิกีร่า) ถือเป็นเรื่องน่ายินดีที่ปะการังชนิดใหม่ของโลกถูกค้นพบในน่านน้ำไทย ทั้งยังได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ผ่านวารสารวิจัยระดับนานาชาติ Zootaxa ในปี 2563 อีกด้วย

จุฬาฯ ค้นพบปะการังสายพันธุ์ใหม่ของโลก
จุฬาฯ ค้นพบปะการังสายพันธุ์ใหม่ของโลก www.bangkokbiznews.com

ซึ่งปะการังอ่อนชนิดใหม่ทั้งสองชนิดนี้จัดเป็นปะการังที่หาชมได้ยาก แต่สามารถพบได้ในบริเวณหมู่เกาะแสมสารและที่หมู่เกาะแถวพัทยา จังหวัดชลบุรี โดยมีระดับความลึกอยู่ที่ประมาณ 8 – 19 เมตร ซึ่งปะการังจะมีความสูงอยู่ที่ประมาณ 4 เซนติเมตร ปะการังอ่อนทั้งสองชนิดนี้ชอบอาศัยในบริเวณที่มีกระแสน้ำไหล

สำหรับการค้นพบในครั้งนี้ เป็นการดำเนินการภายใต้โครงการ การศึกษาวิจัยความหลากหลายของปะการังในน่านน้ำไทย ภายใต้โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และได้รับการสนับสนุนจากสำนักเลขาธิการคณะอนุกรรมาธิการสมุทรศาสตร์ระหว่างรัฐบาลภาคพื้นแปซิฟิกตะวันตกภายใต้ยูเนสโก (UNESCO-IOC/WESTPAC) สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ และกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง

จุฬาฯ ค้นพบปะการังสายพันธุ์ใหม่ของโลก
จุฬาฯ ค้นพบปะการังสายพันธุ์ใหม่ของโลก www.bangkokbiznews.com

ซึ่งแสดงให้เห็นเลยว่า การค้นพบปะการังอ่อนชนิดใหม่ของโลกในน่านน้ำไทยในครั้ง ได้เป็นตัวชี้วัดสำคัญว่าใต้ท้องทะเลของประเทศไทยยังคงมีความสมบูรณ์ สวยงาม และยังมีความหลากหลายของปะการังมากมาย ทั้งนี้ ทีมค้นพบยังเชื่ออีกว่าปะการังใต้ท้องทะเลไทยอีกหลาย ๆ ชนิด ก็ยังคงรอให้ทีมวิจัยได้ไปค้นพบและทำการศึกษาวิจัยอีกหลายสายพันธุ์แน่นอน

ขอบคุณข้อมูล : Sanook

เภสัชฯจุฬา ผุดไอเดีย ‘เปรย์ลดฝุ่น PM2.5’

เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2563 ที่ผ่านมา คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้จัดงาน “ก้าวเล็ก… ฝันใหญ่ … Go Phar Together สู่การขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยแห่งการวิจัยและนวัตกรรม”  โดยมีคณาจารย์ นิสิต และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ซึ่งการจัดงานในครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อนำเสนอความก้าวหน้าในการจัดทำนวัตกรรมต่าง ๆ จากบริษัทซียูฟาร์มาซีเอ็นเทอร์ไพรส์ จำกัด หรือ CUPE ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อรองรับนวัตกรรมจากคณะเภสัชศาสตร์ ทั้งนี้ ยังมีนโยบายปรับเปลี่ยนงานวิจัยจากหิ้งสู่ห้าง ที่ได้มีการคิดค้นกันมานาน และได้เริ่มจัดทำสตาร์ทอัพหลายเรื่อง จุดมุ่งหวังเพื่อเป็นการผลักดันให้งานวิจัยและนวัตกรรมต่าง ๆ สามารถนำไปใช้ได้จริง

เภสัชฯจุฬา ผุดไอเดีย ‘เปรย์ลดฝุ่น PM2.5’
เภสัชฯจุฬา ผุดไอเดีย ‘เปรย์ลดฝุ่น PM2.5’ www.matichon.co.th

โดยที่ผ่านมาหากทางมหาวิทยาลัยจะจัดทำงานวิจัยหรือสร้างนวัตกรรมก็จะต้องรองบประมาณจากภาครัฐ ทำให้ผลงานที่สร้างสรรค์ขึ้นมาเกิดความล้าสมัย ดังนั้น จึงเกิดความคิดที่ว่าต้องการปรับเปลี่ยนผลงานใหม่ นวัตกรรมที่ทำออกมาจะต้องใช้ทันที ด้วยการนำเข้าตลาดทุนแบบไม่ต้องรอเงินสนับสนุนจากภาครัฐ แต่ก็ยังมีคนบางส่วนที่ยังรับไม่ได้กับเรื่องนี้ ฉะนั้น หากใครพร้อมก็เดินไปด้วยกันจึงได้มีการจัดตั้งบริษัทแห่งนี้ขึ้นมา เพื่อเป็นการสนับสนุนสตาร์ทอัพของจุฬาฯ และเพื่อเป็นการพัฒนานวัตกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติหือสังคมไทยต่อไป เช่น การพัฒนาวัคซีนป้องกันโควิด-19 จากใบพืชตระกูลยาสูบ ซึ่งเป็นวัคซีนที่ผลิตโดย คนไทยเพื่อคนไทย

เภสัชฯจุฬา ผุดไอเดีย ‘เปรย์ลดฝุ่น PM2.5’
เภสัชฯจุฬา ผุดไอเดีย ‘เปรย์ลดฝุ่น PM2.5’ www.matichon.co.th

และล่าสุดยังได้มีการเปิดตัวไป คือ ผลิตภัณฑ์ “ไฟท์ฝุ่น สเปรย์” สเปรย์ลดฝุ่น PM2.5 ซึ่งเป็นความร่วมมือกันระหว่าง CUPE กับภาคเอกชน โดยถือเป็นตัวอย่างที่ดีของความร่วมมือกันระหว่างมหาวิทยาลัยกับภาคเอกชนในการต่อยอดงานวิจัยให้สามารถใช้งานได้จริงในสังคมไทย ซึ่งอธิการบดีจุฬาฯ ยังได้กล่าวเสริมอีกว่า คณะเภสัชฯ ได้มีการปรับหลักสูตร เพื่อมีเป้าหมายให้คนที่เรียนจบเภสัชฯ สามารถทำหน้าที่ได้มากกว่าการจ่ายยาในร้านยาหรือโรงพยาบาลเท่านั้น และยังฝันต่อไปว่าหากคณะเภสัชฯ ทำได้ คณะอื่น ๆ ก็สามารถทำได้ วัตถุประสงค์เพื่อยกระดับงานวิจัยและนวัตกรรมต่าง ๆ ไปสู่ระดับโลก ไบโอเทคโนโ,ยีทางการแพทย์ จะกลายเป็นที่พึ่งพาของโลก แต่ที่มีความสำคัญมากที่สุด คือมหาวิทยาลัยจะต้องทำงานให้รวดเร็ว สนับสนุนคนดี และคนเก่งให้ได้ทำงานมากขึ้น

ทั้งนี้ การก่อตั้ง CUPE ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อหวังกำไรสูงสุด แต่มีบทบาทสนับสนุน บ่มเพาะงานวิจัย และนวัตกรรมของคณะเภสัชฯ ที่ตอบโจทย์ปัญหาของสังคมในช่วงนั้น ๆ ซึ่งถือว่าเป็นองค์กรที่ได้นำความรู้จากงานวิจัยมาพัฒนาและแก้ไขปัญหาสังคมไทยได้ตรงจุด นอกจากนี้ CUPE ยังให้โอกาสในการสร้างงานแก่นิสิตที่จบการศึกษาจากคณะเภสัชฯ โดยการให้นิสิตได้เข้าปฏิบัติงานร่วมกันกับคณาจารย์ในคณะอีกด้วย

ข้อมูล : มติชน ออนไลน์

ศธ.หารือร่วมกับคณะกรรมการปฏิรูปประเทศฯ เล็งเพิ่มชั่วโมงกีฬาให้เด็กทุกวัน!

เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2563 ที่ผ่านมา รมว.ศึกษาธิการพร้อมด้วยคณะผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ ได้ร่วมหารือกันกับคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านวัฒนธรรม กีฬา แรงงาน และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เกี่ยวกับเรื่องการพัฒนาการศึกษาของจังหวัดด้วยการสร้างโรงเรียนดีที่มีคุณภาพ

ยังรวมไปถึงเรื่องการพัฒนาด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ ศธ. โดยทางศธ.ได้มีการนำเสนอแผนในการสร้างและพัฒนาโรงเรียนคุณภาพในจังหวัดต่าง ๆ โดยเฉพาะการขับเคลื่อนโรงเรียนมัธยมดีสี่มุมเมืองให้ที่ประชุมรับทราบด้วย นอกจากนี้ยังได้หารือร่วมกันเพื่อร่วมปฏิรูปประเทศด้านวัฒนธรรม กีฬา แรงงาน และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ดังนี้

ศธ.หารือร่วมกับคณะกรรมการปฏิรูปประเทศฯ เล็งเพิ่มชั่วโมงกีฬาให้เด็กทุกวัน!
www.moe.go.th
  1. ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกีฬา ถือเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องการจะผลักดันให้มีขึ้นในทุกชีวิตประจำวันของเด็ก ซึ่งในระยะยาวเรื่องการเพิ่มชั่วโมงกีฬานั้นต้องการให้เด็กได้เล่นกีฬาวันละ 1 ชั่วโมง หรือ 5 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ควบคู่ไปกับการเล่นที่มีประสิทธิภาพ โดยไม่ใช่เป็นการเล่นกีฬาเพื่อมุ่งเน้นการแข่งขันหรือความเป็นเลิศ เพียงแค่ต้องการส่งเสริมเรื่องการออกกำลังกาย ทั้งยังเป็นการเปิดโอกาสให้เด็กได้สัมผัสกับกีฬาทุกชนิด เพื่อให้เด็กสามารถเลือกกีฬาที่ตัวเองถนัดได้ ทั้งนี้ ยังได้มีการหารือร่วมกันกับชุมชนว่าต้องการจะเปิดพื้นที่สำหรับการเล่นกีฬา ตลอดจนการนำสรุข้อมูลพื้นฐานของครูที่สนใจเป็นผู้ฝึกสอนกีฬาประเภทต่าง ๆ เพื่อหวังจะเป็นการลดภาระครู เพื่อให้ครูได้มีเวลาสอนกีฬารวมไปถึงกิจกรรมต่าง ๆ ได้อย่างเต็มที่
  2. ประเด็นด้านวัฒนธรรม มีการพูดถึงการปรับวิธีการเรียนการสอนของเด็กในด้านวัฒนธรรม การเผยแพร่วัฒนธรรมจากจังหวัดหนึ่งไปยังจังหวัดหนึ่งผ่านกระบวนการทัศนศึกษา หรือการรับข้อมูลจากกระทรวงวัฒนธรรม เพื่อไม่ให้การทำงานเกิดการซ้ำซ้อน เนื่องจากการผลิตสื่อของกระทรวงวัฒนธรรมมีความสวยงามอยู่แล้ว สามารถนำมาเผยแพร่ได้โดยไม่ต้องสิ้นเปลืองงบประมาณ
ศธ.หารือร่วมกับคณะกรรมการปฏิรูปประเทศฯ เล็งเพิ่มชั่วโมงกีฬาให้เด็กทุกวัน!
www.moe.go.th
  1. ประเด็นแผนการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ที่ประชุมต้องการให้ศธ.ช่วยผลักดันการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพื่อให้โรงเรียนมีคุณภาพมาตรฐานโดยเร็ว ซึ่งในขณะนี้ก็ได้มีการดำเนินการต่าง ๆ อยู่แล้ว รวมไปถึงการพัฒนาแผนการให้ครูทั้งระบบมีทักษะใหม่ เช่น การพัฒนาครูให้มีความรู้ด้านเทคโนโลยี เป็นต้น
  2. ประเด็นด้านแรงงาน ซึ่งในประเด็นนี้ทาง ศธ.ได้มีการดำเนินการไปก่อนหน้านี้แล้ว โดยต้องการให้เด็กนักเรียนมีคุณภาพมากขึ้น เช่น ในห้องเรียนของนักเรียนระดับประถมศึกษาจะต้องเป็นห้องปฏิบัติการที่เสริมทักษะทางด้านอาชีพและทักษะการใช้ชีวิตเอาไว้ รวมไปถึงต้องเปิดโอกาสให้เด็กได้สัมผัสว่าสายอาชีพหรือสายสามัญหมายถึงอะไร เพื่อให้เด็กสามารถตัดสินใจได้ว่าต้องการไปศึกษาต่อในสายไหน
ศธ.หารือร่วมกับคณะกรรมการปฏิรูปประเทศฯ เล็งเพิ่มชั่วโมงกีฬาให้เด็กทุกวัน!
www.moe.go.th

ส่วนในเรื่องวัฒนธรรมที่มีความเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์นั้น ศธ.อาจจะมีการปรับเปลี่ยนข้อมูลทางประวัติศาสตร์ ซึ่งรมว.ศธ. ได้กล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า การที่เด็กได้สัมผัสและรับรู้ข้อมูลที่จริงเป็นเรื่องสำคัญ มากกว่าการที่เด็กอ่านและท่องจำจากหนังสือ และ ศธ.ยืนยันว่าเด็กจะต้องได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง สามารถวิเคราะห์ข้อมูลและความเหมาะสมในเรื่องต่าง ๆ ได้ด้วยตัวเอง เพราะที่ผ่านมา ศธ.อาจจะให้ข้อมูลที่ไม่ครบถ้วนมากนัก ดังนั้น จึงจะมีการปรับเปลี่ยนแนวทางในการเรียนรู้ใหม่

ทั้งนี้ หากทางศธ.สามารถทำได้ตรงกับแผนปฏิรูปประเทศที่วางเอาไว้ก็อาจจะเป็นผลดีต่อด้านการศึกษา แต่หากการทำงานเกิดความล่าช้าก็อาจจะไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงจากกระแสโลก อย่างไรก็ตามคงต้องติดตามรายละเอียดเรื่องนี้กันต่อไปค่ะ

ขอบคุณข้อมูลจาก : กระทรวงศึกษาธิการ

สอศ.เตรียมปรับหลักสูตร สำหรับศูนย์พักพิงชั่วคราวชายแดนไทย-เมียนมาร์

นายสุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) ได้มีการเปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ร่วมกับ ADRA Thailand และสมาคมความช่วยเหลือเพื่อความร่วมมือและพัฒนา ACTED Thailand ซึ่งเป็นองค์กรไม่หวังผลกำไร NGOs ภายใต้การกำกับของกระทรวงมหาดไทย ได้ร่วมมือกันจัดการฝึกอบรมวิชาชีพให้กับผู้ที่พำนักอยู่ในศูนย์พักพิงชั่วคราวชายแดนไทย-เมียนมาร์ รวมไปถึงประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียงให้มีความรู้ ความสามารถ และได้รับวุฒิการศึกษาตามความเหมาะสม อีกทั้งยังเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิต ในขณะที่อาศัยอยู่ในศูนย์พักพิงชั่วคราวและสามารถนำความรู้ที่ได้ไปประกอบอาชีพตามถิ่นอาศัยเดิม ที่สำคัญโครงการนี้ยังเป็นการสร้างทัศนคติที่ดีในการบริการสังคมให้กับครูและบุคลากรทางการศึกษาอาชีวศึกษาอีกด้วย

สอศ.เตรียมปรับหลักสูตร สำหรับศูนย์พักพิงชั่วคราวชายแดนไทย-เมียนมาร์
www.naewna.com

โดยความร่วมมือนี้ได้มีการดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2554 และตั้งแต่ปี 2556 ซึ่งได้มีสถานศึกษาเข้าร่วมโครงการจำนวน 5 แห่ง ได้แก่ วิทยาลัยการอาชีพนวมินทราชินีแม่ฮ่องสอน ,วิทยาลัยการอาชีพแม่สะเรียง ,วิทยาลัยเทคนิคแม่สอด ,วิทยาลัยสารพัดช่างกาญจนบุรี และวิทยาลัยสารพัดช่างราชบุรี ใน 9 ศูนย์พักพิงชั่วคราว โดยมีวิทยาลัยการอาชีพอินทร์บุรีเป็นผู้ประสานดำเนินงาน อีกทั้ง ในช่วงปี 2562-2563 ความร่วมมือดังกล่าวได้ดำเนินการโครงการฝึกอบรมวิชาชีพเพื่อการเปลี่ยนแปลงที่ได้รับการสนับสนุนจากสหภาพยุโรป สามารถดำเนินการในภาพรวมได้มากกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ ถึง 1,300 คน จากโครงการที่ผ่านมาได้มีผู้สำเร็จการศึกษาตามหลักสูตรการฝึกอบรมครบ 150 ชั่วโมง รวมทั้งสิ้น 1,728 ราย เช่น คอมพิวเตอร์ธุรกิจ ,การออกแบบตัดเย็บเสื้อผ้า ,เสริมสวย-สปา ,ช่างซ่อมเครื่องยนต์เล็ก ,ก่อสร้างพื้นฐาน , งานบริการโรงแรม เป็นต้น

นอกจากนี้ในการจัดการประชุมโครงการดังกล่าว ยังได้มีการดำเนินงานและทบทวนโครงการฯ ที่ผ่านมา เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมและการเปลี่ยนแปลงในปีต่อ ๆ ไป ไม่ว่าจะเป็น ทางด้านของสื่อไอทีต่าง ๆ ความต้องการของผู้พักพิง และมาตรฐานทางด้านฝีมือ ซึ่งโครงการนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้เด็ก เยาวชน และผู้ที่สนใจได้มีธุรกิจขนาดเล็ก ทั้งยังเป็นการส่งเสริมความเท่าเทียมในการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อสนับสนุนการศึกษาที่ดี และเพื่อเป็นการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา

สอศ.เตรียมปรับหลักสูตร สำหรับศูนย์พักพิงชั่วคราวชายแดนไทย-เมียนมาร์
www.naewna.com

นอกจากนี้โครงการฯ ยังเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เข้าเรียนมีงานที่สามารถสร้างเป็นรายได้ได้ เพื่อวันหนึ่งข้างหน้าหากทุกคนมีโอกาสในการกลับสู่ภูมิลำเนาเดิม หรือการได้ไปอยู่ในประเทศต่าง ๆ ที่พัฒนาแล้ว ทักษะเหล่านี้ก็จะช่วยเป็นหนึ่งเครื่องมือสำคัญในการสร้างชีวิตและสร้างอาชีพให้กับพวกเขา

ถือว่าเป็นอีกหนึ่งโครงการที่เกิดขึ้นจากการร่วมมือกันของหลาย ๆ ฝ่าย ที่ต้องการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนเพื่อให้มีรายได้ที่ยั่งยืน ที่สำคัญยังเป็นโครงการที่เป็นตัวช่วยยืนยันความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทยและประเทศเมียนมาอีกด้วย

ข้อมูลจาก : มติชน ออนไลน์

สุดเจ๋ง! นักเรียนอาชีวะคว้ารางวัลแข่งหุ่นยนต์นานาชาติ ปี 2020

‘เด็กไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก’ ประโยคคุ้นหูที่หลายคนเคยได้ยิน ซึ่งหากลองอ่านดี ๆ เห็นทีว่าประโยคนี้คงจะจริงมาก ๆ เลยล่ะค่ะ เพราะเด็กไทยไม่ว่าจะไปทำอะไรหรือแข่งขันรายการไหน หากมีความตั้งใจจริง ๆ ก็สามารถคว้ารางวัลกลับมาได้ทุกรายการ อย่างข่าวที่เรานำมาเสนอวันนี้ เป็นข่าวของกลุ่มนักเรียนอาชีวะที่สามารถคว้ารางวัลแข่งขันหุ่นยนต์นานาชาติ ปี 2020 มาครองได้สำเร็จ

ซึ่งเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม ที่ผ่านมา ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) ได้เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้ส่งตัวแทนนักเรียน นักศึกษา และครู จากทีมขุนด่านปราการชล วิทยาลัยเทคนิคนครนายก และทีมองครักษ์โรบอท วิทยาลัยการอาชีพองครักษ์ เป็นตัวแทนประเทศไทย เพื่อเข้าร่วมการแข่งขันหุ่นยนต์นานาชาติ ABU ROBOCON 2020 ณ เมืองซูวา ประเทศฟิจิ

นักเรียนอาชีวะคว้ารางวัลแข่งหุ่นยนต์นานาชาติ ปี 2020
www.siamrath.co.th

โดยครั้งนี้นักเรียนทั้ง 2 กลุ่ม ได้คว้ารางวัล Best Teams’ Awards อันดับ 4 และ NOK Award มาครองได้สำเร็จ ซึ่งเมื่อการแข่งขันเสร็จสิ้นทั้ง 2 ทีมก็ได้เข้ารับรางวัล ณ ห้องประชุม บมจ. อสมท กรุงเทพมหานคร และการแข่งขันในครั้งนี้เจ้าภาพอย่างประเทศฟิจิ ได้จัดการแข่งขันแบบ Festival ภายใต้ชื่อว่า ABU Robocon Festival ผ่านระบบ Zoom Online

และการแข่งขัน ABU Robocon Festival มีทีมหุ่นยนต์เข้าร่วมการแข่งขันทั้งสิ้น 21 ทีม จาก 11 ประเทศ ได้แก่ ญี่ปุ่น สาธารณรัฐประชาชนจีน ไทย อินโดนีเซีย ฟิจิ อินเดีย เนปาล ฮ่องกง กัมพูชา เวียดนาม และมองโกเลีย โดยแบ่งสายการแข่งขันแบบ Festival จากผู้เข้าร่วมการแข่งขันจำนวน 21 ทีม ออกเป็น 4 กลุ่ม การแข่งขันหุ่นยนต์จะใช้กติกา “โรโบ รักบี้ (Robo Rugbi)” ผ่านระบบ Zoom Online จากนั้นจึงเริ่มการนำเสนอผลงานการออกแบบ และการแข่งขันหุ่นยนต์ของทีมตนเอง

นักเรียนอาชีวะคว้ารางวัลแข่งหุ่นยนต์นานาชาติ ปี 2020
www.siamrath.co.th

เรียงจากกลุ่ม A กลุ่ม B กลุ่ม C และกลุ่ม D ตามลำดับ เริ่มต้นการแข่งขันด้วยการกล่าวทักทาย  แนะนำทีมหุ่นยนต์ จากนั้นนำเสนอระบบการทำงานของหุ่นยนต์ PASS ROBOT และหุ่นยนต์ RECIVE ROBOT พร้อมอธิบายเทคนิคการทำ การวางแผนการแข่งขัน ภายในระยะเวลาที่กำหนด ปิดท้ายด้วยการตอบข้อซักถามของคณะกรรมการกลางจากประเทศญี่ปุ่น สาธารณรัฐประชาชนจีน ฟิจิ และมองโกเลีย

สำหรับการแข่งขันในครั้งนี้รางวัลการแข่งขันฯ จะมีทั้งหมด 14 รางวัล ได้แก่

  • รางวัลชนะเลิศ
  • รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 และ 2
  • รางวัลทีมยอดเยี่ยม (Best Team Award)
  • รางวัลหุ่นยนต์ออกแบบ ความคิดสร้างสรรค์ ยอดเยี่ยม (Best Idea Award) ซึ่งมาจากสมาชิกทีมหุ่นยนต์ทุกประเทศลงคะแนนโหวตให้ทีมต่างประเทศที่สมควรได้รับ
  • รางวัลพิเศษ 7 รางวัล ได้แก่ TOYOTA AWARD / PANASONIC AWARD /MABUSHI AWARD /NOK AWARD /ROHM AWARD / MUSHITA AWARD และ TOKYO ELECTRIC AWARD ซึ่งมาจากผู้สนับสนุนพิเศษ จำนวน 7 บริษัท พิจารณาเพื่อให้รางวัล
นักเรียนอาชีวะคว้ารางวัลแข่งหุ่นยนต์นานาชาติ ปี 2020
www.siamrath.co.th

ทั้งนี้ การแข่งขันหุ่นยนต์ดังกล่าวถือว่าเป็นเวทีสำคัญที่ทำให้นักเรียนและนักศึกษา ได้นำความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และทักษะวิชาชีพมาประยุกต์ใช้ ผ่านการประดิษฐ์ คิดค้น และพัฒนาหุ่นยนต์ให้มีศักยภาพสูงสุด นอกจากนี้แล้วยังได้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ ความเข้าใจ กระตุ้นความสนใจทางด้านนวัตกรรม และเทคโนโลยี เพื่อนำไปสู่การพัฒนาระบบการเรียนการสอนด้านเทคโนโลยีหุ่นยนต์อัตโนมัติของสถาบัน ที่สำคัญยังเป็นการเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้มีเวทีประลองฝีมือ มีความเชื่อมั่นในตัวเอง และสามารถนำทักษะที่ได้ไปพัฒนาสิ่งอื่น ๆ ต่อไป

สุดท้ายนี้ ขอปรบมือให้กับความเก่งและความมุ่งมั่นของกลุ่มนักเรียน นักศึกษา และคณะครูจากทีมขุนด่านปราการชล วิทยาลัยเทคนิคนครนายก และทีมองครักษ์โรบอท วิทยาลัยการอาชีพองครักษ์ ที่สามารถคว้า 2 รางวัลใหญ่นี้มาครอบครองได้สำเร็จ สุดยอดมาก ๆ ค่ะ

ข้อมูล : สยามรัฐ

ศธ.ได้ข้อสรุป! เตรียมยกเลิกคะแนน GPAX และ O-NET เข้ามหาวิทยาลัย ปี 65

นายพีระพงศ์ ตริยเจริญ ผู้จัดการระบบการคัดเลือกกลางบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา (TCAS) ของที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ได้มีการเปิดเผยว่า ที่ผ่านมา ทปอ.ได้รับแจ้งจากปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ให้ทปอ. ปรับปรุงระบบ TCAS ในปีการศึกษา 2565 เนื่องจากนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการ ศธ. ได้มีนโยบาย ยกเลิก การทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน หรือ O-NET ของนักเรียนระดับชั้น ม.6 ในปีการศึกษา 2565

ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ ทปอ.จะต้องยุติการใช้คะแนนสอบ O-NET ที่เคยเป็นส่วนหนึ่งในการคัดเลือกบุคคลเข้าเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย และเมื่อมีการยกเลิกการใช้คะแนน O-NET ทปอ.เล็งเนว่าจำเป็นจะต้องยกเลิกการใช้คะแนนเฉลี่ยสะสมตลอดหลักสูตร หรือ GPAX เนื่องจากคะแนน GPAX นั้น ไม่สามารถนำมาใช้โดยตรงได้ เพราะในปัจจุบันโรงเรียนแต่ละแห่งมีคุณภาพไม่เท่ากัน เพราะ บางโรงเรียนยังคงมีปัญหาการปล่อยเกรดเกิดขึ้น

เตรียมยกเลิกคะแนน GPAX และ O-NET
เตรียมยกเลิกคะแนน GPAX และ O-NET www.news.kapook.com

ซึ่งที่ผ่านมาการการคัดเลือกบุคลลเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย จะต้องใช้คะแนน O-NET เข้ามาถ่วงน้ำหนักของ GPAX แต่เมื่อมีการยกเลิกคะแนน O-NET จึงจำเป็นต้องยุติการใช้ GPAX ด้วย ดังนั้น TCAS ในปีการศึกษา 2564 จึงเป็นปีสุดท้ายที่จะใช้คะแนน O-NET มาเป็นองค์ประกอบในการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัย

สำหรับการคัดเลือกบุคคลเพื่อเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัย ในปีการศึกษา 2565 คณะหรือสาขาวิชาของมหาวิทยาลัยจะต้องเป็นผู้กำหนดหลักเกณฑ์ว่าต้องการใช้สัดส่วนการสอบอื่น ๆ เท่าใด เพื่อแทนการใช้คะแนน O-NET ไม่ว่าจะเป็น คะแนนจากการสอบ 9 วิชาสามัญ ,การทดสอบความถนัดทั่วไป (GAT) และการทดสอบความถนัดทางวิชาการหรือวิชาชีพ (PAT)

และด้วยความที่มหาวิทยาลัยแต่ละแห่งเริ่มมีคณะหรือสาขาเพิ่มขึ้น ที่ผ่านมาจึงเกิดเสียงสะท้อนว่า นักเรียนหลายคนเลือกที่จะสอบไว้แบบเผื่อเลือก ดังนั้น เพื่อไม่ให้ปัญหานี้เกิดขึ้น นักเรียนจะต้องรู้จักตนเองว่าชอบอะไร ไม่ชอบอะไร และต้องการเรียนคณะหรือสาขาไหน จากนั้นจึงเลือกสอบในรายวิชานั้น ๆ แบบไม่จำเป็นต้องสอบครบทุกวิชา เพราะหากนักเรียนไม่รู้จักตัวตน ความต้องการ หรือความถนัดของตัวเอง ก็จะทำให้เหนื่อยกับการสอบมากยิ่งขึ้น เพราะต้องเลือกสอบหลาย ๆ วิชานั่นเอง

เตรียมยกเลิกคะแนน GPAX และ O-NET
เตรียมยกเลิกคะแนน GPAX และ O-NET www.blog.eduzones.com

“นอกจากนี้แล้ว TCAS ในปีการศึกษา 2566 ทปอ.จะทำการปรับการสอบทั้งหมด เพราะปัจจุบันเล็งเห็นว่าข้อสอบมีความยากและออกข้อสอบเกินเนื้อหาที่นักเรียนได้เรียนในโรงเรียน เด็กหลายคนจึงหันไปพึ่งโรงเรียนกวดวิชา ซึ่งสถาบันกวดวิชาก็จะให้เด็กจำแค่รูปแบบการทำข้อสอบ มากกว่าการทำความเข้าใจ ทำให้เด็กเข้ามหาวิทยาลัยได้ด้วยการจำแค่รูปแบบข้อสอบเท่านั้น แต่เมื่อถึงเวลาเรียนจริง ๆ เด็กไม่สามารถนำความรู้ที่เรียนมาประยุกต์ใช้ได้ เพราะถูกปลูกฝังด้วยการเรียนดังกล่าว ดังนั้น จึงจำเป็นต้องยกเลิกวิธีการเรียนการสอนแบบนี้ เพื่อให้สามารถคัดเลือกเด็กเข้าเรียนให้ตรงกับความรู้และความสามารถอย่างแท้จริง” นายพีระพงศ์ กล่าว

และ นายพีระพงศ์ ยังกล่าวต่อด้วยว่า ทั้งนี้ TCAS ในปีการศึกษา 2566 ทปอ.จะทำการปรับเนื้อหาข้อสอบทั้งหมด โดย ทปอ.จะกำหนดกรอบข้อสอบและมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการออกข้อสอบรูปแบบใหม่ จะต้องเน้นการนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน เช่น การวิเคราะห์การแก้ปัญต่าง ๆ แต่จะไม่เน้นวิชาการเชิงลึก จึงอยากฝากถึงโรงเรียนให้ปรับวิธีการสอนให้นักเรียน เพื่อไม่ให้นักเรียนเกิดคำถามในอนาคตว่า เรียนไปเพื่ออะไร และนำความรู้ที่ได้ไปใช้งานอะไรได้บ้าง

ขอบคุณข้อมูลจาก : มติชนออนไลน์

คาดการณ์! สพฐ.เปิดรับสมัครสอบบรรจุครูผู้ช่วยรอบใหม่ ธันวาคมนี้

สืบเนื่องจากช่วงกลางปีที่ผ่านมานั้น ทางสพฐ.ได้เปิดรับสมัครสอบบรรจุครูผู้ช่วย แต่มีจำนวนของผู้ผ่านเข้าเกณฑ์เพียงแค่ร้อยละ 6.86 จึงทำให้ในขณะนี้เกิดปัญหาการขาดแคลนครูเป็นจำนวนมาก สพฐ.จึงต้องเร่งเปิดสอบบรรจุครูผู้ช่วยรอบใหม่ให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือน เพื่อเร่งบรรจุและแต่งตั้ง ทั้งแก้ปัญหาขาดแคลนครูให้กับโรงเรียนทั่วประเทศ

เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2563 ที่ผ่านมา ได้มีการนำเสนอความคืบหน้าเกี่ยวกับการจัดสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วยสังกัด สพฐ.ครั้งใหม่ โดยได้ให้รายละเอียดว่าภายหลังจากการสอบทั่วไปครั้งที่ 1 ประจำปี 2563 ที่เสร็จสิ้นไปเมื่อช่วงเดือนสิงหาคมนั้น มีอัตราว่างทั้งสิ้น 18,987 อัตรา แต่มีผู้สอบผ่านภาค ก และภาค ข เพียง 10,375 คน จากจำนวนผู้มีสิทธิ์สอบทั้งหมด 159,314 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 6.86 จึงทำให้ในขณะนี้มีจำนวนอัตราครูที่ว่างอยู่อีกพอสมควร และส่งผลให้เกิดปัญหาขาดแคลนครูอีกจำนวนมาก

กำหนดสอบครูผู้ช่วยรอบใหม่
กำหนดสอบครูผู้ช่วยรอบใหม่ ภาพจาก : www.thairath.co.th/news/local/1927097

ซึ่งในการสอบครูผู้ช่วยรอบทั่วไป 2563 ครั้งที่ผ่านมานั้นได้ใช้เกณฑ์ในการสอบคร่าว ๆ ดังนี้

ภาค ก 200 คะแนน

การคิดวิเคราะห์เชิงภาษา/เชิงนามธรรม/เชิงปริมาณ 100 คะแนน
  1. ภาษาอังกฤษ 50 คะแนน
  2. ความรู้และลักษณะการเป็นข้าราชการที่ดี 50 คะแนน
*เกณฑ์การผ่านภาค ก รวม ร้อยละ 60

ภาค ข 200 คะแนน

  1. วิชาการศึกษา 75 คะแนน
  2. วิชาเอก 100 คะแนน
  3. กฎหมาย 25 คะแนน
*เกณฑ์การผ่านภาค ข รวม ร้อยละ 60

ภาค ค 100 คะแนน

  1. สัมภาษณ์ 25 คะแนน
  2. แฟ้มสะสมผลงาน 25 คะแนน
  3. สาธิตการสอนนักเรียนจริง 40 นาที 50 คะแนน
*คะแนน ก ข ค รวมทั้งสิ้น 500 คะแนน เกณฑ์การผ่านร้อยละ 60

หมายเหตุ : ต้องสอบผ่านภาค ก และ ข จึงจะมีสิทธิ์สอบในภาค ค

ขอบคุณข้อมูลจาก : สุรวาท ทองบุ

กำหนดสอบครูผู้ช่วยรอบใหม่
กำหนดสอบครูผู้ช่วยรอบใหม่ ภาพจาก : www.chiangmainews.co.th/page/archives/593686/

ดังนั้น ฝ่ายที่เกี่ยวข้องใน สพฐ.จึงอยู่ระหว่างการเร่งเตรียมการจัดสอบแข่งขันบรรจุและแต่งตั้งครูผู้ช่วยครั้งใหม่ โดยช่วงที่ผ่านมาได้มีการประสานขอทราบอัตราว่างงานจากสำนักศึกษาธิการจังหวัด หรือศธจ.ต่าง ๆ ทั่วประเทศ รวมไปถึงพิจารณาความยากง่ายของข้อสอบครั้งที่ผ่านมา ว่าอาจจะมีความยากเกินไปหรือไม่ นอกจากนี้ยังได้มีการพิจารณาว่าควรใช้หลักเกณฑ์และวิธีการเดิมไปก่อน หรือจะใช้หลักเกณฑ์และวิธีการใหม่ตามมติครม. ที่ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐทุกประเภทต้องสอบผ่านภาค ก ตามแนวทางของสำนักงานก.พ.

และในสัปดาห์นี้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องก็จะมีการร่วมประชุมหารือความคืบหน้าเกี่ยวกับการจัดสอบอีกครั้ง และจะมีการประกาศปฏิทินล่วงหน้าการเปิดรับสมัครสอบแข่งขันทั่วไปภายในเดือนธันวาคม 2563 และอาจจะจัดการสอบแข่งขันในช่วงเดือนมกราคมหรือกุมภาพันธ์ 2564

ทั้งนี้คงต้องรอฟังรายละเอียด ปฏิทินการเปิดรับสมัคร รวมไปถึงข้อสอบและเกณฑ์ที่ใช้ในการสอบอีกครั้ง หากมีความคืบหน้าอย่างไรจะนำมาอัปเดตให้ทราบค่ะ

ข้อมูลเพิ่มเติมจาก : ครูอาชีพ ดอทคอม

ข่าวดี! เปิดรับสมัครตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) จำนวน 96 อัตรา

ถือว่าเป็นอีกหนึ่งข่าวดีมาก ๆ สำหรับผู้ที่ต้องการจะประกอบอาชีพรับราชการ เพราะตอนนี้ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง หรือ ตม. กำลังจะเปิดรับสมัครและสอบแข่งขันบุคคลภายนอกผู้ที่มีวุฒิประกาศนียบัตรมัธยมศึกษาตอนปลาย (มัธยมศึกษาปีที่ 6) หรือประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.)หรือเทียบเท่า เพื่อบรรจุและแต่งตั้งเป็นข้าราชการตำรวจชั้นประทวน ในสังกัด สตม. จำนวน 96 อัตรา ซึ่งผู้ที่เข้าสอบจะต้องมีคะแนนความรู้ทางด้านภาษาอังกฤษ กรณีที่ไม่มีทางสมต.จะทำการจัดสอบให้

ซึ่งทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้มีการอนุมัติเปิดสมัครสอบตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ตม. รวมทั้งสิ้น 96 อัตรา โดยมีกำหนดการที่ควรทราบ ดังนี้

  • เปิดรับสมัครผ่านช่องทางอินเตอร์ ในวันที่ 3-25 พฤศจิกายน 2563 ตลอด 24 ชั่วโมง
  • สอบความรู้ด้านภาษาอังกฤษ (สำหรับผู้ที่ไม่มีคะแนนภาษาอังกฤษ) 2-3 ธันวาคม 2563
  • สอบข้อเขียน 27 ธันวาคม 2563 และประกาศผลสอบข้อเขียน 6 มกราคม 2564
ประกาศเปิดรับสมัครตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) จำนวน 96 อัตรา
ประกาศเปิดรับสมัครตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ภาพจาก : www.nine100.com/immigration-96/

รายละเอียด

  • อนุมัติทั้งสิ้น 96 อัตรา
  • เพศหญิง/ชาย อายุไม่ต่ำกว่า 18 ปี และไม่เกิน 35 ปี
  • เพศชาย : ส่วนสูงไม่น้อยกว่า 160 เซนติเมตร รอบอกไม่น้อยกว่า 77 เซนติเมตร และต้องไม่มีภาระทางทหาร
  • เพศหญิง : ส่วนสูงไม่น้อยกว่า 150 เซนติเมตร
  • ไม่จำกัดน้ำหนักทั้ง 2 เพศ แต่ค่า BMI หรือดัชนีมวลกายต้องไม่เกิน 35 เพราะถือว่าเป็นโรคอ้วนซึ่งเป็นโรคต้องห้ามของการเป็นตำรวจ
  • สายตาสั้น/ยาว สามารถสมัครได้
  • สถานะโสด/ไม่โสด สามารถสมัครได้
  • ใช้วุฒิม.6/ปวช./กศน. หรือเทียบเท่า โดยจะต้องจบการศึกษาภายในวันปิดรับสมัคร (สำหรับผู้ที่จบแล้วเท่านั้น กรณีที่กำลังเรียนเทอมสุดท้ายถือว่าไม่ผ่าน)
ประกาศเปิดรับสมัครตำรวจตรวจคนเข้าเมือง
ประกาศเปิดรับสมัครตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ภาพจาก : www.nine100.com/immigration-96/

ตม.จะแบ่งการสอบออกเป็น 3 รอบ ซึ่งเป็นการสอบแบบน็อคเอาท์ หากผ่านก็จะสามารถทำการสอบรอบต่อไปได้

รอบที่ 1 : ยื่นคะแนนภาษาหรือต้องสอบผ่านภาษาอย่างใดอย่างหนึ่ง มีคะแนนยื่นภาษา ดังนี้

  • TOEIC = 495 คะแนน
  • TOEFL IBT = 60 คะแนน
  • CU-TEP = 60 คะแนน
  • IELTS = 60 คะแนน
  • ภาษาจีน HSK ระดับ 3 = 240 คะแนน หรือระดับ 4-6 = 180 คะแนน
  • ภาษาญี่ปุ่นหรือภาษาเกาหลี เกณฑ์คะแนนต้องไม่น้อยกว่าระดับ 3 ที่เป็นที่ยอมรับตามมาตรฐานของสถาบันภาษานั้น ๆ กำหนด
  • มีคะแนนภาษาข้อใดข้อหนึ่งจากที่กล่าวมา
  • ในกรณีที่ยังไม่มีคะแนนการทดสอบทางด้านภาษา สตม.จะจัดการทดสอบความรู้ทางด้านภาษาอังกฤษให้โดยจะต้องผ่านเกณฑ์ 60%

* * สำหรับผู้ที่สอบผ่านภาษาอังกฤษ ตม.ครั้งที่แล้ว (เปิดสอบตม. 1,000 อัตรา) สามารถนำมายื่นได้แบบไม่ต้องสอบซ้ำ **

รอบที่ 2 : รอบวิชาการ

ข้อสอบเป็นแบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 150 ข้อ 150 คะแนน ระยะเวลาในการสอบ 3 ชั่วโมง

  1. ความสามารถทั่วไป (คณิตศาสตร์)
  2. ความรู้ด้านภาษาไทย
  3. พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 กฎกระทรวง และระเบียบที่เกี่ยวข้อง
  4. ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ.2526 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
  5. สังคม วัฒนธรรมและจริยธรรม และความรู้เกี่ยวกับประชาคมอาเซียน
  6. ความรู้ด้านภาษาอังกฤษ
  7. พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 และระเบียบเกี่ยวกับจริยธรรม จรรยาบรรณของตำรวจ
  8. คอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อสำนักงาน

จะต้องผ่านเกณฑ์ทั้ง 2 ส่วน 60% คือ ข้อ1-2 รวมกันไม่น้อยกว่า 60% และ ข้อ 3-8 รวมกันไม่น้อยกว่า 60%

รอบที่ 3 : รอบสัมภาษณ์

สัมภาษณ์เป็นภาษาไทย สอบถามเรื่องทั่วไปเพื่อต้องการดูทัศนคติ และมีการตรวจร่างกายตามปกติ

สามารถดูไฟล์การสอบฉบับเต็มได้ที่ : ไฟล์ประกาศสอบ ตม. 2563

ข้อมูลเพิ่มเติมจาก : สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง

ศธ.เดินหน้าแก้ไขระเบียบทรงผมนักเรียน ยึดสิทธิ์ของเด็กเป็นตัวตั้ง

เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2563 ที่ผ่านมา กระทรวงศึกษาธิการ ได้จัดการประชุมคณะกรรมการพิจารณาเกี่ยวกับข้อร้องเรียนของนักเรียนและนักศึกษาเกี่ยวกับระเบียบของทรงผมนักเรียน และ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศ (TDRI) ในฐานะประธานคณะกรรมการพิจารณาข้อร้องเรียนของนักเรียน นักศึกษา กระทรวงศึกษาธิการก็ได้ออกมาเปิดเผยกรณีคณะกรรมการพิจารณาข้อเรียกร้องของนักเรียน นักศึกษา ให้ศธ.มีมติแก้ไขระเบียบการไว้ทรงผมของนักเรียน ปี 2563 หลังการประชุมว่า คณะกรรมการจะแยกประเด็นที่มีปัญหาออกเป็น 3 ส่วน คือ ปัญหาที่เกิดจากตัวระเบียบ ปัญหาเรื่องการตีความในตัวระเบียบ และการลงโทษนักเรียนกรณีที่ครูหรือโรงเรียนเห็นว่านักเรียนไม่ได้ทำตามระเบียบ โดยมีแนวทางการแก้ปัญหาทั้ง 3 เรื่อง ดังต่อไปนี้

ศธ.เดินหน้าแก้ไขระเบียบทรงผมนักเรียน
ศธ.เดินหน้าแก้ไขระเบียบทรงผมนักเรียน ภาพจาก : www.moe360.blog/2020/10/27/student-hairstyle/
  1. ข้อความระเบียบที่เป็นปัญหา คือ กระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการไว้ทรงผมของนักเรียน พ.ศ.2563 ข้อ 7 ที่เขียนไว้ว่า  “สถานศึกษาโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการสถานศึกษาหรือคณะกรรมการบริหารโรงเรียนวางระเบียบเกี่ยวกับการไว้ทรงผมของนักเรียนที่มีความเฉพาะเจาะจงได้เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับระเบียบนี้”  ซึ่งทางคณะกรรมการชุดนี้ได้มีมติให้ปรับปรุงแก้ไขเป็น “โรงเรียนไปออกกฎเฉพาะได้ แต่ระเบียบดังกล่าวจะใช้ได้ก็ต่อเมื่อผ่านกระบวนการการมีส่วนร่วมของนักเรียนผู้ปกครอง และชุมชนท้องถิ่น” โดยการใช้คำพูดที่เน้นการมีส่วนร่วมมากขึ้น และขณะเดียวกันเมื่อมีการปรับปรุงแก้ไขระเบียบต่าง ๆ แล้ว ก็จะพิจารณาให้เกิดความยืดหยุ่นและคำนึงถึงเรื่องอื่น ๆ ที่สำคัญ เช่น การออกระเบียบใหม่เฉพาะเจาะจงจะต้องยึดเรื่องของสิทธิ์ของเด็กเป็นตัวตั้ง และต้องคำนึงถึงเพศสภาพของนักเรียนเพื่อรองรับความแตกต่างของนักเรียนแต่ละคน
  2. ปัญหาเรื่องการตีความในตัวระเบียบ โดยส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับระเบียบข้อ 4 เช่นเรื่องของความสั้นหรือความยาวได้แค่ไหน ถักผมเปียหรือไว้หน้าม้าได้หรือไม่ ซึ่งกฎเกณฑ์ย่อยเหล่านี้ไม่สามารถที่จะเขียนย่อยลงในระเบียบได้ทั้งหมด ดังนั้นจะต้องใช้วิธีการหารือร่วมกัน ตัวอย่างเช่นโรงเรียนหนึ่งจะใช้วิธีการปรึกษากันระหว่างผู้ปกครอง นักเรียน ชุมชนให้รับฟังปัญหาร่วมกัน และเมื่อร่างกฎออกมาแล้วก็จะต้องมีการคัดค้านกันเพื่อให้มีความคิดเห็นตรงกันและไม่เกิดปัญหาต่อในอนาคต
  3. เรื่องการลงโทษนักเรียน คณะกรรมการมีแนวทางที่จะเสนอ รมว.ศึกษาธิการ สั่งการให้ชัดเจนว่าต้องลงโทษแบบใดเมื่อเห็นว่านักเรียนทำผิดระเบียบ โดยผู้ลงโทษจะต้องทำตามระเบียบที่กำหนดเท่านั้น เช่น การตักเตือน การทำทัณฑ์บน การทำกิจกรรมปรับพฤติกรรมต่าง ๆ ซึ่งจะต้องไม่ลงโทษเด็กด้วยการกล้อนผม หรือคุกคามเด็กให้เกิดความอับอาย ที่จะก่อให้เกิดการเสียศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เด็ดขาด
ศธ.เดินหน้าแก้ไขระเบียบทรงผมนักเรียน
ศธ.เดินหน้าแก้ไขระเบียบทรงผมนักเรียน ภาพจาก : www.kruachieve.com

ซึ่งรองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ยังได้กล่าวเพิ่มเติมอีกว่าการประชุมในครั้งนี้มีตัวแทนนักเรียน ตัวแทนผู้ปกครอง ตัวแทนครู และตัวแทนผู้บริหารเข้าร่วมประชุมเป็นจำนวนมาก ซึ่งนั่นก็ถือว่าเป็นผลดี เพราะจะได้แลกเปลี่ยนความคิดและความต้องการอย่างทั่วถึง ซึ่งจะช่วยให้สามารถแก้ไขปัญหาได้ตรงจุด ตรงประเด็น และรอบคอบมากขึ้นนั่นเอง

ข้อมูลเพิ่มเติมจาก : Promotions.co.th