คาดการณ์! สพฐ.เปิดรับสมัครสอบบรรจุครูผู้ช่วยรอบใหม่ ธันวาคมนี้

สืบเนื่องจากช่วงกลางปีที่ผ่านมานั้น ทางสพฐ.ได้เปิดรับสมัครสอบบรรจุครูผู้ช่วย แต่มีจำนวนของผู้ผ่านเข้าเกณฑ์เพียงแค่ร้อยละ 6.86 จึงทำให้ในขณะนี้เกิดปัญหาการขาดแคลนครูเป็นจำนวนมาก สพฐ.จึงต้องเร่งเปิดสอบบรรจุครูผู้ช่วยรอบใหม่ให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือน เพื่อเร่งบรรจุและแต่งตั้ง ทั้งแก้ปัญหาขาดแคลนครูให้กับโรงเรียนทั่วประเทศ

เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2563 ที่ผ่านมา ได้มีการนำเสนอความคืบหน้าเกี่ยวกับการจัดสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วยสังกัด สพฐ.ครั้งใหม่ โดยได้ให้รายละเอียดว่าภายหลังจากการสอบทั่วไปครั้งที่ 1 ประจำปี 2563 ที่เสร็จสิ้นไปเมื่อช่วงเดือนสิงหาคมนั้น มีอัตราว่างทั้งสิ้น 18,987 อัตรา แต่มีผู้สอบผ่านภาค ก และภาค ข เพียง 10,375 คน จากจำนวนผู้มีสิทธิ์สอบทั้งหมด 159,314 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 6.86 จึงทำให้ในขณะนี้มีจำนวนอัตราครูที่ว่างอยู่อีกพอสมควร และส่งผลให้เกิดปัญหาขาดแคลนครูอีกจำนวนมาก

กำหนดสอบครูผู้ช่วยรอบใหม่
กำหนดสอบครูผู้ช่วยรอบใหม่ ภาพจาก : www.thairath.co.th/news/local/1927097

ซึ่งในการสอบครูผู้ช่วยรอบทั่วไป 2563 ครั้งที่ผ่านมานั้นได้ใช้เกณฑ์ในการสอบคร่าว ๆ ดังนี้

ภาค ก 200 คะแนน

การคิดวิเคราะห์เชิงภาษา/เชิงนามธรรม/เชิงปริมาณ 100 คะแนน
  1. ภาษาอังกฤษ 50 คะแนน
  2. ความรู้และลักษณะการเป็นข้าราชการที่ดี 50 คะแนน
*เกณฑ์การผ่านภาค ก รวม ร้อยละ 60

ภาค ข 200 คะแนน

  1. วิชาการศึกษา 75 คะแนน
  2. วิชาเอก 100 คะแนน
  3. กฎหมาย 25 คะแนน
*เกณฑ์การผ่านภาค ข รวม ร้อยละ 60

ภาค ค 100 คะแนน

  1. สัมภาษณ์ 25 คะแนน
  2. แฟ้มสะสมผลงาน 25 คะแนน
  3. สาธิตการสอนนักเรียนจริง 40 นาที 50 คะแนน
*คะแนน ก ข ค รวมทั้งสิ้น 500 คะแนน เกณฑ์การผ่านร้อยละ 60

หมายเหตุ : ต้องสอบผ่านภาค ก และ ข จึงจะมีสิทธิ์สอบในภาค ค

ขอบคุณข้อมูลจาก : สุรวาท ทองบุ

กำหนดสอบครูผู้ช่วยรอบใหม่
กำหนดสอบครูผู้ช่วยรอบใหม่ ภาพจาก : www.chiangmainews.co.th/page/archives/593686/

ดังนั้น ฝ่ายที่เกี่ยวข้องใน สพฐ.จึงอยู่ระหว่างการเร่งเตรียมการจัดสอบแข่งขันบรรจุและแต่งตั้งครูผู้ช่วยครั้งใหม่ โดยช่วงที่ผ่านมาได้มีการประสานขอทราบอัตราว่างงานจากสำนักศึกษาธิการจังหวัด หรือศธจ.ต่าง ๆ ทั่วประเทศ รวมไปถึงพิจารณาความยากง่ายของข้อสอบครั้งที่ผ่านมา ว่าอาจจะมีความยากเกินไปหรือไม่ นอกจากนี้ยังได้มีการพิจารณาว่าควรใช้หลักเกณฑ์และวิธีการเดิมไปก่อน หรือจะใช้หลักเกณฑ์และวิธีการใหม่ตามมติครม. ที่ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐทุกประเภทต้องสอบผ่านภาค ก ตามแนวทางของสำนักงานก.พ.

และในสัปดาห์นี้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องก็จะมีการร่วมประชุมหารือความคืบหน้าเกี่ยวกับการจัดสอบอีกครั้ง และจะมีการประกาศปฏิทินล่วงหน้าการเปิดรับสมัครสอบแข่งขันทั่วไปภายในเดือนธันวาคม 2563 และอาจจะจัดการสอบแข่งขันในช่วงเดือนมกราคมหรือกุมภาพันธ์ 2564

ทั้งนี้คงต้องรอฟังรายละเอียด ปฏิทินการเปิดรับสมัคร รวมไปถึงข้อสอบและเกณฑ์ที่ใช้ในการสอบอีกครั้ง หากมีความคืบหน้าอย่างไรจะนำมาอัปเดตให้ทราบค่ะ

ข้อมูลเพิ่มเติมจาก : ครูอาชีพ ดอทคอม

ข่าวดี! เปิดรับสมัครตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) จำนวน 96 อัตรา

ถือว่าเป็นอีกหนึ่งข่าวดีมาก ๆ สำหรับผู้ที่ต้องการจะประกอบอาชีพรับราชการ เพราะตอนนี้ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง หรือ ตม. กำลังจะเปิดรับสมัครและสอบแข่งขันบุคคลภายนอกผู้ที่มีวุฒิประกาศนียบัตรมัธยมศึกษาตอนปลาย (มัธยมศึกษาปีที่ 6) หรือประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.)หรือเทียบเท่า เพื่อบรรจุและแต่งตั้งเป็นข้าราชการตำรวจชั้นประทวน ในสังกัด สตม. จำนวน 96 อัตรา ซึ่งผู้ที่เข้าสอบจะต้องมีคะแนนความรู้ทางด้านภาษาอังกฤษ กรณีที่ไม่มีทางสมต.จะทำการจัดสอบให้

ซึ่งทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้มีการอนุมัติเปิดสมัครสอบตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ตม. รวมทั้งสิ้น 96 อัตรา โดยมีกำหนดการที่ควรทราบ ดังนี้

  • เปิดรับสมัครผ่านช่องทางอินเตอร์ ในวันที่ 3-25 พฤศจิกายน 2563 ตลอด 24 ชั่วโมง
  • สอบความรู้ด้านภาษาอังกฤษ (สำหรับผู้ที่ไม่มีคะแนนภาษาอังกฤษ) 2-3 ธันวาคม 2563
  • สอบข้อเขียน 27 ธันวาคม 2563 และประกาศผลสอบข้อเขียน 6 มกราคม 2564
ประกาศเปิดรับสมัครตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) จำนวน 96 อัตรา
ประกาศเปิดรับสมัครตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ภาพจาก : www.nine100.com/immigration-96/

รายละเอียด

  • อนุมัติทั้งสิ้น 96 อัตรา
  • เพศหญิง/ชาย อายุไม่ต่ำกว่า 18 ปี และไม่เกิน 35 ปี
  • เพศชาย : ส่วนสูงไม่น้อยกว่า 160 เซนติเมตร รอบอกไม่น้อยกว่า 77 เซนติเมตร และต้องไม่มีภาระทางทหาร
  • เพศหญิง : ส่วนสูงไม่น้อยกว่า 150 เซนติเมตร
  • ไม่จำกัดน้ำหนักทั้ง 2 เพศ แต่ค่า BMI หรือดัชนีมวลกายต้องไม่เกิน 35 เพราะถือว่าเป็นโรคอ้วนซึ่งเป็นโรคต้องห้ามของการเป็นตำรวจ
  • สายตาสั้น/ยาว สามารถสมัครได้
  • สถานะโสด/ไม่โสด สามารถสมัครได้
  • ใช้วุฒิม.6/ปวช./กศน. หรือเทียบเท่า โดยจะต้องจบการศึกษาภายในวันปิดรับสมัคร (สำหรับผู้ที่จบแล้วเท่านั้น กรณีที่กำลังเรียนเทอมสุดท้ายถือว่าไม่ผ่าน)
ประกาศเปิดรับสมัครตำรวจตรวจคนเข้าเมือง
ประกาศเปิดรับสมัครตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ภาพจาก : www.nine100.com/immigration-96/

ตม.จะแบ่งการสอบออกเป็น 3 รอบ ซึ่งเป็นการสอบแบบน็อคเอาท์ หากผ่านก็จะสามารถทำการสอบรอบต่อไปได้

รอบที่ 1 : ยื่นคะแนนภาษาหรือต้องสอบผ่านภาษาอย่างใดอย่างหนึ่ง มีคะแนนยื่นภาษา ดังนี้

  • TOEIC = 495 คะแนน
  • TOEFL IBT = 60 คะแนน
  • CU-TEP = 60 คะแนน
  • IELTS = 60 คะแนน
  • ภาษาจีน HSK ระดับ 3 = 240 คะแนน หรือระดับ 4-6 = 180 คะแนน
  • ภาษาญี่ปุ่นหรือภาษาเกาหลี เกณฑ์คะแนนต้องไม่น้อยกว่าระดับ 3 ที่เป็นที่ยอมรับตามมาตรฐานของสถาบันภาษานั้น ๆ กำหนด
  • มีคะแนนภาษาข้อใดข้อหนึ่งจากที่กล่าวมา
  • ในกรณีที่ยังไม่มีคะแนนการทดสอบทางด้านภาษา สตม.จะจัดการทดสอบความรู้ทางด้านภาษาอังกฤษให้โดยจะต้องผ่านเกณฑ์ 60%

* * สำหรับผู้ที่สอบผ่านภาษาอังกฤษ ตม.ครั้งที่แล้ว (เปิดสอบตม. 1,000 อัตรา) สามารถนำมายื่นได้แบบไม่ต้องสอบซ้ำ **

รอบที่ 2 : รอบวิชาการ

ข้อสอบเป็นแบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 150 ข้อ 150 คะแนน ระยะเวลาในการสอบ 3 ชั่วโมง

  1. ความสามารถทั่วไป (คณิตศาสตร์)
  2. ความรู้ด้านภาษาไทย
  3. พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 กฎกระทรวง และระเบียบที่เกี่ยวข้อง
  4. ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ.2526 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
  5. สังคม วัฒนธรรมและจริยธรรม และความรู้เกี่ยวกับประชาคมอาเซียน
  6. ความรู้ด้านภาษาอังกฤษ
  7. พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 และระเบียบเกี่ยวกับจริยธรรม จรรยาบรรณของตำรวจ
  8. คอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อสำนักงาน

จะต้องผ่านเกณฑ์ทั้ง 2 ส่วน 60% คือ ข้อ1-2 รวมกันไม่น้อยกว่า 60% และ ข้อ 3-8 รวมกันไม่น้อยกว่า 60%

รอบที่ 3 : รอบสัมภาษณ์

สัมภาษณ์เป็นภาษาไทย สอบถามเรื่องทั่วไปเพื่อต้องการดูทัศนคติ และมีการตรวจร่างกายตามปกติ

สามารถดูไฟล์การสอบฉบับเต็มได้ที่ : ไฟล์ประกาศสอบ ตม. 2563

ข้อมูลเพิ่มเติมจาก : สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง

ศธ.เดินหน้าแก้ไขระเบียบทรงผมนักเรียน ยึดสิทธิ์ของเด็กเป็นตัวตั้ง

เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2563 ที่ผ่านมา กระทรวงศึกษาธิการ ได้จัดการประชุมคณะกรรมการพิจารณาเกี่ยวกับข้อร้องเรียนของนักเรียนและนักศึกษาเกี่ยวกับระเบียบของทรงผมนักเรียน และ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศ (TDRI) ในฐานะประธานคณะกรรมการพิจารณาข้อร้องเรียนของนักเรียน นักศึกษา กระทรวงศึกษาธิการก็ได้ออกมาเปิดเผยกรณีคณะกรรมการพิจารณาข้อเรียกร้องของนักเรียน นักศึกษา ให้ศธ.มีมติแก้ไขระเบียบการไว้ทรงผมของนักเรียน ปี 2563 หลังการประชุมว่า คณะกรรมการจะแยกประเด็นที่มีปัญหาออกเป็น 3 ส่วน คือ ปัญหาที่เกิดจากตัวระเบียบ ปัญหาเรื่องการตีความในตัวระเบียบ และการลงโทษนักเรียนกรณีที่ครูหรือโรงเรียนเห็นว่านักเรียนไม่ได้ทำตามระเบียบ โดยมีแนวทางการแก้ปัญหาทั้ง 3 เรื่อง ดังต่อไปนี้

ศธ.เดินหน้าแก้ไขระเบียบทรงผมนักเรียน
ศธ.เดินหน้าแก้ไขระเบียบทรงผมนักเรียน ภาพจาก : www.moe360.blog/2020/10/27/student-hairstyle/
  1. ข้อความระเบียบที่เป็นปัญหา คือ กระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการไว้ทรงผมของนักเรียน พ.ศ.2563 ข้อ 7 ที่เขียนไว้ว่า  “สถานศึกษาโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการสถานศึกษาหรือคณะกรรมการบริหารโรงเรียนวางระเบียบเกี่ยวกับการไว้ทรงผมของนักเรียนที่มีความเฉพาะเจาะจงได้เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับระเบียบนี้”  ซึ่งทางคณะกรรมการชุดนี้ได้มีมติให้ปรับปรุงแก้ไขเป็น “โรงเรียนไปออกกฎเฉพาะได้ แต่ระเบียบดังกล่าวจะใช้ได้ก็ต่อเมื่อผ่านกระบวนการการมีส่วนร่วมของนักเรียนผู้ปกครอง และชุมชนท้องถิ่น” โดยการใช้คำพูดที่เน้นการมีส่วนร่วมมากขึ้น และขณะเดียวกันเมื่อมีการปรับปรุงแก้ไขระเบียบต่าง ๆ แล้ว ก็จะพิจารณาให้เกิดความยืดหยุ่นและคำนึงถึงเรื่องอื่น ๆ ที่สำคัญ เช่น การออกระเบียบใหม่เฉพาะเจาะจงจะต้องยึดเรื่องของสิทธิ์ของเด็กเป็นตัวตั้ง และต้องคำนึงถึงเพศสภาพของนักเรียนเพื่อรองรับความแตกต่างของนักเรียนแต่ละคน
  2. ปัญหาเรื่องการตีความในตัวระเบียบ โดยส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับระเบียบข้อ 4 เช่นเรื่องของความสั้นหรือความยาวได้แค่ไหน ถักผมเปียหรือไว้หน้าม้าได้หรือไม่ ซึ่งกฎเกณฑ์ย่อยเหล่านี้ไม่สามารถที่จะเขียนย่อยลงในระเบียบได้ทั้งหมด ดังนั้นจะต้องใช้วิธีการหารือร่วมกัน ตัวอย่างเช่นโรงเรียนหนึ่งจะใช้วิธีการปรึกษากันระหว่างผู้ปกครอง นักเรียน ชุมชนให้รับฟังปัญหาร่วมกัน และเมื่อร่างกฎออกมาแล้วก็จะต้องมีการคัดค้านกันเพื่อให้มีความคิดเห็นตรงกันและไม่เกิดปัญหาต่อในอนาคต
  3. เรื่องการลงโทษนักเรียน คณะกรรมการมีแนวทางที่จะเสนอ รมว.ศึกษาธิการ สั่งการให้ชัดเจนว่าต้องลงโทษแบบใดเมื่อเห็นว่านักเรียนทำผิดระเบียบ โดยผู้ลงโทษจะต้องทำตามระเบียบที่กำหนดเท่านั้น เช่น การตักเตือน การทำทัณฑ์บน การทำกิจกรรมปรับพฤติกรรมต่าง ๆ ซึ่งจะต้องไม่ลงโทษเด็กด้วยการกล้อนผม หรือคุกคามเด็กให้เกิดความอับอาย ที่จะก่อให้เกิดการเสียศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เด็ดขาด
ศธ.เดินหน้าแก้ไขระเบียบทรงผมนักเรียน
ศธ.เดินหน้าแก้ไขระเบียบทรงผมนักเรียน ภาพจาก : www.kruachieve.com

ซึ่งรองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ยังได้กล่าวเพิ่มเติมอีกว่าการประชุมในครั้งนี้มีตัวแทนนักเรียน ตัวแทนผู้ปกครอง ตัวแทนครู และตัวแทนผู้บริหารเข้าร่วมประชุมเป็นจำนวนมาก ซึ่งนั่นก็ถือว่าเป็นผลดี เพราะจะได้แลกเปลี่ยนความคิดและความต้องการอย่างทั่วถึง ซึ่งจะช่วยให้สามารถแก้ไขปัญหาได้ตรงจุด ตรงประเด็น และรอบคอบมากขึ้นนั่นเอง

ข้อมูลเพิ่มเติมจาก : Promotions.co.th 

คุรุสภาให้การรับรองหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู 2563

ว่าที่ร้อยตรี ดร.ธนุ วงษ์จินดา ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการคุรุสภา กล่าวว่า คณะกรรมการคุรุสภา ในการประชุม ครั้งที่ 6/2563 เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2563 มีมติในการรับรองหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครูจากเดิม 53 แห่ง เพิ่มอีก 1 แห่ง ได้แก่ ประกาศนียบัตรบัณฑิต สาขาวิชาชีพครูหลักสูตรปรับปรุง พ.ศ. 2562 ของ มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต สำหรับจัดการเรียนการสอน ประจำปีการศึกษา 2563 โดยมีแผนการรับนักศึกษาทั้งหมด 120 คน จึงรวมสถาบันการศึกษาที่ได้การรับรองหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครูทั้งสิ้น 54 แห่ง

โดยสถาบันการศึกษาทั้ง 54 แห่ง จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขการเปิดหลักสูตร ดังนี้

  1. การรับนักศึกษา ต้องไม่เกินจำนวนที่ได้รับอนุญาต
  2. คุณสมบัติของผู้เข้าศึกษาให้เป็นไปตามเงื่อนไขที่แต่ละสถาบันกำหนด
  3. ผู้เข้ารับการศึกษาในหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครูต้องเข้าสู่กระบวนการดำเนินการทดสอบเพื่อขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู
คุรุสภาให้การรับรองหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู 2563
ภาพจาก : www.thairath.co.th/news/society/1753611

สถาบันที่ได้รับการรับรองประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู ประจำปี 2563 จำนวน 54 แห่ง มีรายชื่อดังนี้

  1. มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ จำนวน 90 คน
  2. มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย จำนวน 180 คน
  3. มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร จำนวน 180 คน
  4. มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม จำนวน 180 คน
  5. มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย จำนวน 180 คน
  6. มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ จำนวน 180 คน
  7. มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี จำนวน 180 คน
  8. มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม จำนวน 180 คน
  9. มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช จำนวน 180 คน
  10. มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์ จำนวน 180 คน
  11. มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา จำนวน 150 คน
  12. มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม จำนวน 120 คน
  13. มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี จำนวน 120 คน
  14. มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ จำนวน 180 คน
  15. มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ จำนวน 180 คน
  16. มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร จำนวน 180 คน
  17. มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี จำนวน 120 คน
  18. มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง จำนวน 180 คน
  19. มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี จำนวน 180 คน
  20. มหาวิทยาลัยการจัดการและเทคโนโลยีอีสเทิร์น จำนวน 120 คน
  21. มหาวิทยาลัยเซนต์จอห์น จำนวน 180 คน
  22. มหาวิทยาลัยตาปี จำนวน  60 คน
  23. มหาวิทยาลัยธนบุรี จำนวน 120 คน
  24. มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ จำนวน 150 คน
  25. มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ จำนวน 120 คน
  26. มหาวิทยาลัยปทุมธานี จำนวน 60 คน
  27. มหาวิทยาลัยพิษณุโลก จำนวน 60 คน
  28. มหาวิทยาลัยฟาฏอนี จำนวน 150 คน
  29. มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 180 คน
  30. มหาวิทยาลัยราชพฤกษ์ จำนวน 120 คน
  31. มหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล จำนวน 150 คน
  32. มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ จำนวน 180 คน
  33. วิทยาลัยเทคโนโลยีภาคใต้ จำนวน 120 คน
  34. วิทยาลัยเชียงราย จำนวน 180 คน
  35. วิทยาลัยนครราชสีมา จำนวน 120 คน
  36. วิทยาลัยนานาชาติเซนต์เทเรซา (หลักสูตรภาษาไทย จำนวน 120 คน และภาษาอังกฤษ จำนวน 60 คน)
  37. วิทยาลัยสันตพล จำนวน 180 คน
  38. สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ จำนวน 60 คน
  39. สถาบันอาศรมศิลป์ จำนวน 90 คน
  40. มหาวิทยาลัยนครพนม จำนวน 180 คน
  41. มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง จำนวน 180 คน
  42. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี จำนวน 180 คน
  43. มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ จำนวน 180 คน
  44. มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย จำนวน 150 คน
  45. มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา จำนวน 90 คน
  46. มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา จำนวน 180 คน
  47. มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ จำนวน 180 คน
  48. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ  ศูนย์สุพรรณบุรี จำนวน 90 คน
  49. มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด จำนวน 180 คน
  50. มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร จำนวน 180 คน
  51. มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา จำนวน 180 คน
  52. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร จำนวน 180 คน
  53. มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี จำนวน 180 คน
  54. มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี จำนวน 120 คน

ขอบคุณข้อมูลจาก : คุรุสภา

ทั้งหมดนี้ก็เป็นรายชื่อสถาบันการศึกษาทั้ง 54 แห่ง ที่คุรุสภาให้การรับรองหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู สำหรับชื่อหลักสูตรและสถานที่จัดการเรียนการสอน

ข้อมูลเพิ่มเติมจาก : คุรุสภา

จเด็จ กำจรเดช คว้ารางวัลซีไรต์ 2563 ในผลงาน คืนปีเสือและเรื่องเล่าของสัตว์อื่น ๆ

‘รางวัลซีไรต์’ (S.E.A. Write Award) ถือเป็นอีกหนึ่งรางวัลทรงเกียรติที่นักเขียนหลาย ๆ คนใฝ่ฝัน ซึ่งคำว่าซีไรต์เป็นคำเรียกสั้น ๆ ย่อมาจากคำว่า South East Asian Writers Award หรือรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน จะเป็นรางวัลวรรณกรรมที่มอบให้แก่นักเขียนหรือกวีที่มีผลงานในกลุ่มประเทศอาเซียน 10 ประเทศ

และในปี พ.ศ.2563 นี้ ก็ได้มีผลประกาศรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียนออกมาอย่างเป็นทางการแล้วว่าวรรณกรรมที่ชนะการประกวดรวมเรื่องสั้นในครั้งนี้เป็นของ ‘จเด็จ กำจรเดช’ กับผลงาน คืนปีเสือและเรื่องเล่าของสัตว์อื่น ๆ

จเด็จ กำจรเดช
จเด็จ กำจรเดช ภาพจาก : www.sarakadeelite.com/lite/that-night-of-the-year-of-tiger/

ซึ่งในปีนี้มีรวมเรื่องสั้นที่ส่งประกวดทั้งสิ้น 40 เล่ม การคัดเลือกจะถูกแบ่งออกเป็น 2 รอบ รวมเรื่องสั้นที่ผ่านรอบแรก จำนวน 13 เล่ม และเข้าสู่รอบ Shortist จำนวน 8 เล่ม ได้แก่

  • 24 ชั่วโมง โดยแพรพลอย วนัช สำนักพิมพ์นาคร
  • คืนปีเสือและเรื่องเล่าของสัตว์อื่นๆ โดย จเด็จ กำจรเดช สำนักพิมพ์ผจญภัย
  • ในโลกเล่า โดย วัฒน์ ยวงแก้ว สำนักพิมพ์ต้นโมกข์
  • แพรกหนามแดง โดย แดนอรัญ แสงทอง สำนักพิมพ์สามัญชน
  • รยางค์และเงื้อมเงา โดย วิภาส ศรีทอง สำนักพิมพ์สมมติ
  • ไร้สัญชาติและตัวละครอื่น ๆ โดย บัญชา อ่อนดี สำนักพิมพ์บ้านแม่น้ำ
  • ลิงหินและเรื่องสั้นอื่น ๆ โดย ภาณุ ตรัยเวช สำนักพิมพ์มติชน
  • อาถรรพ์ภาพวาดเสือดำ และเรื่องราวอื่น ๆ โดย กำพล นิรวรรณ สำนักพิมพ์ผจญภัย

และท้ายที่สุดคณะกรรมการดำเนินงานรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (ซีไรต์) และคณะกรรมการตัดสินก็ได้ประกาศให้ผลงานของจเด็จ กำจรเดช เป็นผู้ชนะในครั้งนี้ ซึ่งถือว่าจเด็จ กำจรเดช ก็ได้กลายเป็นดับเบิลซีไรต์คนที่ 5 ของเมืองไทย โดยก่อนหน้านี้เขาเป็นที่รู้จักกันในผลงาน ‘แดดเช้าร้อนเกินกว่าจะนั่งจิบกาแฟ’ ที่ได้รับรางวัลซีไรต์ ไปเมื่อปี พ.ศ. 2554 และอีกหนึ่งผลงานอย่าง ‘มะละกาไม่มีทะเล’ ก็ยังเข้ารอบซีไรต์ในปี พ.ศ. 2557 อีกด้วย

คืนปีเสือและเรื่องเล่าของสัตว์อื่น ๆ
คืนปีเสือและเรื่องเล่าของสัตว์อื่น ๆ ภาพจาก : www.today.line.me/th/v2/article/BJz9Yj

ซึ่งผลงานวรรณกรรมเรื่องคืนปีเสือและเรื่องเล่าของสัตว์อื่น ๆ นั้น ถือว่าเป็นอีกผลงานที่พลิกแพลงขนบการเขียนเรื่องสั้นแบบเดิม ๆ ของไทย ทั้งในเรื่องการดำเนินเรื่อง การผูกโครงเรื่อง จำนวนตัวละคร รวมไปถึงขนาดความยาวยังออกไปในแนวเรื่องสั้นขนาดยาว นอกจากนี้แล้วยังได้มีการสร้างสัญญะโดยการใช้สัตว์ต่าง ๆ มาสื่อความหมาย บวกกับการเล่าเรื่องแบบนิยายที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของนิทานพื้นบ้าน ตำนาน และไม่ใช้การใส่บทสนทนาแบบเรื่องสั้นอื่น ๆ แต่จะเป็นเขียนเรื่องสั้นที่ทำให้ผู้อ่านเกิดความรู้สึกเหมือนกำลังฟังตำนานหรือเรื่องเล่าเรื่องใดเรื่องหนึ่งอยู่

และแม้ว่าการดำเนินเรื่องจะออกไปในแนวของตำนาน แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้วรรณกรรมเล่มนี้ดูเก่าเลยสักนิด เพราะผู้เขียนก็ได้นำบริบทของโลกยุคดิจิทัลมาใส่ลงในเนื้อเรื่อง ที่เล่าเกี่ยวกับมุมมองใหม่ ๆ ในการใช้ชีวิต ทั้งยังได้มีการเชื่อมโยงระหว่างเรื่องราวประวัติศาสตร์และปัจจุบันได้อย่างลงตัว เล่าเรื่องโลกภายในขนานไปกับโลกภายนอกเพื่อสื่อน้ำเสียงเสียดเย้ย ย้อนแยง และวิพากษ์สังคม

ด้วยเหตุผลทั้งหมดทั้งปวงนี้จึงทำให้วรรณกรรมเรื่อง คืนปีเสือและเรื่องเล่าของสัตว์อื่น ๆ ผลงานการสร้างสรรค์จาก จเด็จ กำจรเดช ได้กลายเป็นผู้รับรางวัลซีไรต์ประจำปี 2563 นี้

ข้อมูลเพิ่มเติมจาก : ประชาชาติธุรกิจ 

สพฐ.ปิ๊งไอเดีย! สร้างโรงเรียนต้นแบบประจำตำบล ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา

สร้างโรงเรียนต้นแบบประจำตำบล ไอเดียจาก สพฐ.

การศึกษาถือว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะความประสบผลสำเร็จหลาย ๆ อย่างจะเกิดขึ้นได้ก็ต้องผ่านกระบวนการเรียนรู้และการศึกษามาเป็นอย่างดี แต่ในปัจจุบันนี้หลาย ๆ ครอบครัวเกิดความคิดที่ว่าต้องการส่งบุตรหลานให้ได้รับการศึกษาในเขตอำเภอเมืองเท่านั้น นั่นก็เพราะว่าโรงเรียนในเมืองหลาย ๆ แห่ง เป็นโรงเรียนที่มีระบบการศึกษาที่ดี มีอุปกรณ์สำหรับการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์และทันสมัย

ทำให้ตอนนี้โรงเรียนประจำตำบลหลาย ๆ โรงเรียน เริ่มมีจำนวนของนักเรียนลดน้อยลงและนักเรียนเริ่มไปกระจุกกันอยู่ที่โรงเรียนในเมืองมากขึ้น เพราะจากเหตุผลที่กล่าวไปข้างต้นก็จะเห็นได้ชัดเลยว่านักเรียนในเมืองจะมีโอกาสมากกว่านักเรียนนอกเมือง ทางสพฐ.จึงจำเป็นต้องเข้ามาจัดเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ โดยการผุดไอเดีย ‘สร้างโรงเรียนต้นแบบประจำตำบล

โรงเรียนต้นแบบประจำตำบลยกโรงเรียนเตรียมฯ มาไว้ที่ตำบล
โรงเรียนต้นแบบประจำตำบลยกโรงเรียนเตรียมฯ มาไว้ที่ตำบล

โดยโรงเรียนต้นแบบประจำตำบลนั้นจะเปรียบเสมือนกับการมีโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษามาไว้ที่ตำบล ซึ่งเหตุผลของการผุดแนวคิดนี้ขึ้น นั่นก็เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาคุณภาพการศึกษา ลดปัญหาการกระจุกอยู่ที่โรงเรียนในเมือง และเพื่อเป็นการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษานั่นเอง

ซึ่งในขณะนี้นั้นถึงแม้ว่าจะมีโครงการยกระดับโรงเรียนคุณภาพประจำตำบลอยู่ แต่นั่นก็เป็นเพียงแค่การทำงานในภาพกว้างไม่ได้เกิดผลของการขับเคลื่อนที่ชัดเจนนัก ดังนั้นจึงได้มีการเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ โดยจะทำการคัดเลือกโรงเรียนประจำตำบลที่โดดเด่นเพื่อให้มาเป็นโรงเรียนต้นแบบก่อน

สพฐ.ปิ๊งไอเดีย! สร้างโรงเรียนต้นแบบประจำตำบล
สพฐ.ปิ๊งไอเดีย! สร้างโรงเรียนต้นแบบประจำตำบล

โดยในวันที่ 29 ตุลาคม 2563 นี้ เลขาฯ สพฐ.จะมีการนัดประชุมผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ทั่วประเทศ เพื่อชี้แจงและทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ให้ทราบและนำไปปฏิบัติอย่างถูกต้อง จากนั้นจะทำการคัดเลือกโรงเรียนประจำตำบลเขตละ 1 แห่ง ให้มาเป็นโรงเรียนต้นแบบเพื่อพัฒนาให้มีคุณภาพโดยการเติมงบประมาณ บุคลากร อาคารสถานที่ หากสำเร็จก็จะมีการขยายผลต่อไป

ทั้งนี้โรงเรียนต้นแบบที่จะดำเนินต่อไปนั้น ก็จะทำให้กลายเป็นโรงเรียนประจำตำบลยอดนิยมเปรียบเสมือนกับการมีโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาอยู่ในตำบลนั่นเอง และหากถามถึงโรงเรียนคุณภาพประจำตำบล จำนวน 8,000 แห่ง ที่ได้มีการดำเนินการอยู่ในโครงการยกระดับโรงเรียนคุณภาพประจำตำบลก็ยังคงมีการดำเนินต่อไป แต่ทั้งนี้ก็คงจะไม่หว่านทำทั้งหมด เพราะด้วยงบประมาณที่มีอยู่นั้นไม่เพียงพอต่อการดำเนินการ ซึ่งจะทำให้ไม่เกิดคุณภาพ เพราะการเป็นโรงเรียนคุณภาพประจำตำบลนั้นจะต้องจับต้องได้

และสำหรับข้อสรุปในการจัดทำโรงเรียนต้นแบบประจำตำบลจะเป็นอย่างไรนั้น คงจะต้องประชุมหารือกันในวันที่ 29 ตุลาคม 2563 หากได้ข้อสรุปเกี่ยวกับรายละเอียดเรื่องนี้เมื่อไหร่ ทางเราจะมีการอัปเดตทุกท่านอย่างแน่นอน

ข้อมูลเพิ่มเติมจาก : ไทยโพสต์